Page 8 - Customs Anual Report 2017
P. 8
ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการเก็บภาษี ด้วยข้อจ�ากัดเรื่องการเก็บภาษีขาเข้าขาออกและ
ซึ่งเรียกเก็บจากการค้ากับต่างประเทศ คือ จังกอบเรือสินค้า ข้อก�าหนดให้ยกเลิกการค้าผูกขาดโดยพระคลังสินค้าอันเป็น
และจังกอบสินค้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นภาษีศุลกากร สันนิษฐานว่า ผลมาจากการท�าสนธิสัญญาเบาริงเป็นต้นมา เมื่อรวม
เจ้าหน้าที่จัดเก็บน่าจะได้แก่นายขนอน อยู่ในบังคับบัญชาของ กับปัญหาระบบการเก็บระบบเดิม ท�าให้พระบาทสมเด็จ
เจ้าพระยาพระคลัง ซึ่งว่าการกรมท่าและในส่วนของการเก็บ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องทรงปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษี
ภาษีศุลกากรตามหัวเมืองก็อยู่ในหน้าที่ของเจ้าเมือง อากรใหม่ โปรดให้จัดตั้ง “หอรัษฎากรพิพัฒน์” ขึ้น โดยให้ตรา
ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จ “พระราชบัญญัติส�ารับ*หอรัษฎากรพิพัฒน์” จ.ศ. 1235
พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บภาษีอากร (พ.ศ. 2416) และพระราชบัญญัติส�าหรับกรมพระคลังมหาสมบัติ
ให้มีการประมูลผูกขาดกับทางราชการไปจัดเก็บภาษีที่เรียก จ.ศ. 1237 (พ.ศ. 2418) เพื่อรวบรวมเงินรายได้และวาง
กันว่า “ระบบเจ้าภาษีนายอากร” พระคลังสินค้าท�าหน้าที่ ระเบียบการรับส่งและการเบิกจ่ายเงินที่เคยกระจายอยู่ใน
เป็นเจ้าจ�านวนภาษี เรียกว่า “กรมเจ้าจ�านวน” ขึ้นอยู่กับ ความรับผิดชอบของหน่วยงานต่างๆ ให้มารวมอยู่ที่เดียวกัน
พระคลังมหาสมบัติ รับผิดชอบจัดการเรื่องภาษีอากร หอรัษฎากรพิพัฒน์ ตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง
ในระบบการผูกขาดการเก็บภาษีเช่นนี้ มีผลกระทบต่อสินค้า โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา
ขาเข้าและขาออก เพราะเป็นการเก็บซ�้า จึงก�าหนดให้เก็บภาษี กรมพระบ�าราบปรปักษ์ ทรงมีอ�านาจสิทธิขาดในการ
ขาเข้าแต่เฉพาะภาษีปากเรือ และยกเลิกภาษีขาออกเพราะ รวบรวมเงินภาษีอากรและเป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติงานของ
ได้เรียกเก็บจากภาษีผูกขาดแล้ว และในส่วนของการค้ากับ เจ้าพนักงานบัญชีกลางและด�าเนินการให้เป็นไปตาม
ต่างชาติก็ยังคงเป็นหน้าที่ของพระคลังสินค้าอยู่เช่นเดิม พระราชบัญญัติ แต่เดิมการเก็บภาษีขาเข้ากับภาษีขาออกนั้น
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น มีหน่วยงานแยกกันท�าหน้าที่อยู่ ต่อมาจึงได้รวมการเก็บภาษี
ได้เกิดข้อเปลี่ยนแปลงทางการค้ากับต่างประเทศครั้งส�าคัญ ขาเข้าและภาษีขาออกเข้าเป็นหน่วยงานเดียวกัน แต่หลักฐาน
กล่าวคือ ผู้ส�าเร็จราชการอินเดียของอังกฤษได้ส่ง เฮนรี่ เบอร์นี การเรียกชื่อหน่วยงานศุลกากรในช่วงนั้นยังไม่ชัดเจน
เข้ามาเจริญพระราชไมตรี และเจรจาขอเปลี่ยนแปลงสัญญา มีค�าเรียกว่าโรงภาษีขาเข้าขาออกก็มี กรมศุลกสถานก็มี
ทางการค้า โดยขอให้มีการจัดเก็บภาษีตามขนาดของ กรมศุลกากรก็มี และเรียกผู้บังคับบัญชาการว่า ผู้บัญชาการ
ปากเรือเพียงครั้งเดียว ภาษีขาเข้า ขาออกบ้าง อธิบดีผู้บัญชาการกรมศุลกากรบ้าง
จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ผู้บัญชาการกรมศุลกสถานบ้าง ดังนี้เป็นต้น โดยสันนิษฐานว่า
เจ้าอยู่หัว อังกฤษจึงได้ส่ง เซอร์จอห์น เบาริง เป็นอัครราชทูต พระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นผู้บัญญัติคิดค�าว่า
เข้ามาท�าสนธิสัญญาทางการค้า เมื่อพุทธศักราช 2398 “ศุลกากร” ขึ้นให้ตรงกับค�าในภาษาอังกฤษว่า “Customs”
อีกครั้ง ข้อความในสนธิสัญญาเบาริงที่เกี่ยวกับภาษีศุลกากร ส่วนที่ท�าการกรมศุลกากรในช่วงนี้ ได้ย้ายจากที่ท�าการเดิม
ก็คือ การให้ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมปากเรือ เปลี่ยน ที่เรียกกันว่า “โรงภาษี” ที่ปากคลองผดุงกรุงเกษม ไปยัง
มาเป็นเก็บสินค้าขาเข้า โดยเรียกเก็บในอัตรา 100 ชัก 3 ที่ท�าการแห่งใหม่ เรียกว่า “โรงภาษีขาเข้าขาออก” หรือ
ซึ่งเรียกกันว่า “ ภาษีขาเข้าร้อยชักสาม ” และตามข้อตกลงนี้ “ศุลกสถาน” และต่อมาได้สร้างอาคารที่ท�าการเป็นตึกใหม่
มีผลกระทบกับการตกลงท�าสัญญาทางการค้ากับชาติอื่นๆ ในที่เดิมโดยมีนายช่างชาวอิตาเลียนชื่อมิสเตอร์กราสสี
ต่อมา เพราะต่างก็ร้องขอที่จะให้ใช้วิธีการเดียวกับที่ท�า เป็นผู้ออกแบบรับเหมาก่อสร้างอาคารศุลกสถานแห่งใหม่นี้
สัญญากับอังกฤษทั้งสิ้น การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ท�าให้รัฐ อย่างไรก็ตาม เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
ต้องขาดรายได้จากภาษีศุลกากรไปเป็นจ�านวนมาก เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา “พระราชบัญญัติ
6 รายงานประจำาปี 2560 กรมศุลกากร

