หมวด ๘
การค้าชายฝั่ง

         มาตรา ๖๔ การค้าทางทะเลจากภาคหนึ่งไปยังอีกภาคหนึ่งแห่งพระราช อาณาจักรนั้น ท่านให้ถือว่าเป็นการค้า
ชายฝั่ง และบรรดาเรือทั้งหลายที่ใช้ในการค้าเช่นนี้ ได้ชื่อว่าเป็นเรือค้าขายชายฝั่ง

         มาตรา ๖๕ เรือลำใดมาจากภาคต่างประเทศ และแวะ ณ ท่าหรือที่แห่งใดใน พระราชอาณาจักรในระหว่างทาง
ไปยังท่าหรือที่อื่นในพระราชอาณาจักรก็ดี และเรือลำใดออกจากท่าหรือที่แห่งหนึ่งในพระราชอาณาจักรไปยังท่าหรือที่แห่ง
อื่นในระหว่างทางขาออกไปยังภาคต่างประเทศก็ดี ในส่วนที่เกี่ยวกับการไปมาค้าขายในเขตชายฝั่ง ท่านให้บังคับด้วยบท
กฎหมายและข้อบังคับว่าด้วยการค้าชายฝั่ง แต่ในส่วนการไปมาค้าขายหรือรับส่งสินค้าอันเกี่ยวกับภาคต่างประเทศ ให้บังคับ
ด้วยบทกฎหมายและข้อบังคับว่าด้วยการ ค้าต่างประเทศ

         (หมายเหตุ - คำว่า "ระวาง" หมายถึง "ระหว่าง")

         มาตรา ๖๖ อันเรือค้าชายฝั่งนั้น ถ้าทำการบรรทุกของใดๆ ลง หรือขนของ ใดๆ ขึ้นจากเรือในท้องทะเลลึกนอกเขต
ท่า หรือนอกพระราชอาณาเขตก็ดี หรือถ้าเรือค้า ชายฝั่งลำใดแวะ ณ ที่ใดนอกพระราชอาณาเขตหรือเปลี่ยนทางเดิน โดยมิได้
มีพฤติการณ์ อันมิอาจก้าวล่วงเสียได้มาบังคับให้ต้องกระทำเช่นนั้นก็ดี หรือถ้านายเรือค้าชายฝั่งลำใด ซึ่งได้แวะ ณ ที่ใดนอก
พระราชอาณาเขต มิได้แจ้งเหตุการณ์นั้นๆ เป็นลายลักษณ์อักษรต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ท่าแรกที่มาถึงในพระราชอาณาจักร
ในทันใดที่เรือนั้นมาถึงก็ดี ท่านว่านายเรือนั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

         (อัตราโทษในมาตรา ๖๖ นี้ ถูกแก้โดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗)

         มาตรา ๖๗ ก่อนที่จะบรรทุกของใดซึ่งตั้งใจจะส่งไปตามชายฝั่งลงในเรือลำใดที่จะไปหรืออาจจะไปตามชายฝั่งก่อน
แล้วจึงเลยไปยังภาคต่างประเทศนั้น ให้ยื่นบัญชี สินค้าตามแบบที่กำหนดไว้ (ใบแนบ ๑๐) และถ้ามีค่าภาษีจะพึงต้องเสีย
ในการส่งของ นั้นๆ ออกเท่าไร ก็ต้องวางเงินค่าภาษีไว้จนเต็มจำนวน ณ ท่าที่ได้รับใบปล่อยเรือ เงินที่วางไว้นี้อาจคืนให้เมื่อ
ได้ยื่นใบรับรองอันถูกต้องของพนักงานเจ้าหน้าที่ (ใบแนบ ๑๐ (ก)) ภายในสองเดือนนับแต่วันที่ได้รับใบปล่อยเรืออันแสดงว่า
ของนั้นได้ขนขึ้นภายในพระราชอาณาเขต

         มาตรา ๖๘ ก่อนเรือค้าชายฝั่งลำใดจะออกจากท่าหรือที่ขนสินค้าลงหรือถ่าย สินค้าออกให้ทำบัญชีเป็นสองฉบับ
มีข้อความต้องกันตามแบบที่กำหนดไว้ในใบแนบ ๑๑ ลงชื่อนายเรือ แสดงรายละเอียดของเรือ และสินค้าในเรือตามที่กำหนด
ไว้ และส่งมอบแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งจะได้ยึดใบคู่ฉบับไว้ และลงวัน เดือน ปี และลงชื่อในต้นฉบับคืนให้ไปบัญชีให้ถือว่า
เป็นใบอนุญาตปล่อยสินค้าและปล่อยเรือให้เดินทางได้ด้วย ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมปล่อยเรือตามอัตราตามที่รัฐมนตรีกำหนด
ในกฎกระทรวงทุกๆ ท่าที่ระบุชื่อไว้ในใบแนบนั้น ถ้าเรือค้าชายฝั่งลำใดออกจากที่แห่งใดโดยมิได้มีใบอนุญาตเช่นนี้ก็ดี หรือ
ถ้าไม่แสดงใบอนุญาตนี้ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เมื่อเรือถึงท่า และก่อนเริ่มขนสินค้าขึ้นก็ดี ท่านว่านายเรือมีความผิดต้อง
ระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

         (ความในมาตรา ๖๘ นี้ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากรแก้ไข เพิ่มเติม
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๗๔, มาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๘๓ และมาตรา
๕ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗)

         มาตรา ๖๙ เมื่ออธิบดีเห็นสมควรจะออกใบอนุญาตปล่อยสินค้าอย่างคุ้มได้ทั่วไปให้แก่เรือลำใดๆ ที่ไปมาค้า
อยู่เสมอเป็นปรกติระหว่างท่าต่างๆ ในพระราชอาณาเขตก็ได้ โดยมีเงื่อนไขว่าจะยื่นบัญชีอันถูกต้องแห่งสินค้าที่บรรทุก
ไปนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ตรงต่อระเบียบการทุกๆ เที่ยว และต้องส่งใบแจ้งความตามแบบที่กำหนดไว้ใน ใบแนบ ๑๒
ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ท่าที่เรือออกก่อนเวลาที่จะออกเรือ และให้ยื่นคำแจ้งความตามที่กำหนดไว้ในใบแนบอันเดียว
กันนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ท่าที่เรือไป ถึงภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง นับแต่เมื่อเรือไปถึงและก่อนเริ่มขนสินค้าขึ้น ใบอนุญาต
ปล่อยสินค้าอันคุ้มได้ทั่วไปนี้อาจถอนเสียในเวลาใดๆ ก็ได้ โดยแจ้งความให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าผู้ทรงใบอนุญาต
ปล่อยสินค้าอันคุ้มได้ทั่วไป ละเลยไม่ยื่นบัญชีสินค้า และคำแจ้งความดั่งกล่าวไว้ในมาตรานี้ ท่านว่านายเรือมีความผิดต้อง
ระวางโทษตามที่ บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๘
            ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมปล่อยเรือตามอัตราตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง สำหรับเรือที่เดินไปมาโดยมีใบ
อนุญาตอย่างคุ้มได้ทั่วไปกำกับทุกๆ ท่าที่ระบุ ชื่อไว้ในใบแนบนั้น และซึ่งจะต้องยื่นรายการแจ้งกำหนดวันเรือมาถึงและออก
ไปตามความในมาตรานี้ และในอัตราเดียวกับที่จะได้เรียกเก็บจากเรือที่ไม่ได้ออกใบอนุญาตอย่างคุ้มได้ทั่วไป แต่อธิบดีจะ
ยอมรับเงินฝากประจำ ซึ่งจะได้หักออกเป็นค่าธรรมเนียม อันต้องเสียเป็นยอดรวมๆ ระยะกึ่งปี

         (ความในมาตรา ๖๙ นี้ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากรแก้ไข เพิ่มเติม
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๗๔ และมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๘๓

         มาตรา ๗๐ ของอันพึงต้องเสียค่าอากรชั้นใน หรือของต้องจำกัด บรรทุกไป ในเรือค้าชายฝั่งลำใด ถ้าขนออกจาก
เรือโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่านายเรือมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

        (อัตราโทษในมาตรา ๗๐ นี้ ถูกแก้โดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗)

        มาตรา ๗๑ นายเรือค้าชายฝั่งทุกลำจะต้องมีหรือจัดให้มีสมุดบัญชีสินค้าไว้ ประจำเรือ เพื่อบันทึกข้อความ
รายละเอียดในการเดินเรือทุกเที่ยว คือประเภทและปริมาณ สินค้า วัน เดือน ปี และท่าที่ออกเรือ วัน เดือน ปี และท่าที่ไปถึง
และที่ถ่ายสินค้าออก ชื่อ นายเรือ และข้อความพิสดารอย่างอื่นที่จำเป็นเฉพาะกรณี และเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกร้อง
นายเรือต้องแสดงสมุดบัญชีสินค้าให้ตรวจ และพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะจดบันทึกหรือหมายเหตุอย่างใดๆ
ลงในสมุดบัญชีนั้นได้