มาตรา
๔๕ ก่อนที่จะส่งของใดๆ ออกนอกราชอาณาจักร ผู้ส่งของออก
ต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามพระราชบัญญัตินี้
และตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการ ศุลกากร
กับต้องยื่นใบขนสินค้าโดยถูกต้อง และเสียภาษีอากรจนครบถ้วน
หรือวางเงิน
ไว้เป็นประกัน
การขอวางเงินประกันให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด
ในกรณีที่มีการร้องขอและอธิบดีเห็นว่าของใดมีความจำเป็นที่จะต้องส่ง
ออกนอกราชอาณาจักรโดยรีบด่วน อธิบดีมี
อำนาจให้ส่งของนั้นออกไปได้โดยยังไม่ต้อง ปฏิบัติตามวรรคหนึ่งก่อน
แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด และในกรณี
ที่อาจ
ต้องเสียภาษีอากร ให้วางเงินหรือหลักประกันอย่างอื่นเป็นที่พอใจอธิบดี
เพื่อเป็นประกัน ค่าภาษีอากรด้วย
(ความในมาตรา
๔๕ นี้ ถูกยกเลิกและใช้ความใหม่แทนโดยข้อ ๙ แห่ง
ประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ ๓๒๙)
มาตรา
๔๖ ถ้ามีความจำเป็นด้วยประการใดๆ เกี่ยวด้วยการศุลกากรที่จะ
กำหนดเวลาเป็นแน่นอนว่า การส่งของใดๆ
ออกจะพึงถือว่าเป็นอันสำเร็จเมื่อไรไซร้
ท่านให้ถือว่าการส่งของออกเป็นอันสำเร็จแต่ขณะที่เรือซึ่งส่งของออกได้ออกจากเขตท่า
ซึ่งได้ออกเรือเป็นชั้นที่สุดเพื่อไปจากพระราชอาณาจักรนั้น
มาตรา
๔๗ ก่อนจะขนของใดๆ ลงเรือ หรือย้ายขนไปเพื่อบรรทุกลงเรือส่ง
ออกไปนอกพระราชอาณาจักร ให้ทำใบ
ขนสินค้าเป็นสองฉบับ
มีข้อความต้องกันตาม แบบที่กำหนดไว้ (ใบแนบ ๕)
ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้รับไว้
มาตรา
๔๘ ห้ามมิให้ขนสินค้าขาออกลงบรรทุกในเรือลำใด จนกว่า
พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้ออกใบปล่อยเรือขาเข้า
ให้แก่เรือนั้น
เว้นแต่จะได้อนุญาตพิเศษ
มาตรา
๔๙ ก่อนจะปล่อยเรือลำใดที่บรรทุกสินค้าหรือมีแต่อับเฉาออกไป
นอกพระราชอาณาจักร
ให้นายเรือหรือถ้า
นายเรือไม่อยู่โดยเหตุจำเป็นอันจะหลีกเลี่ยงมิ ได้
ก็ให้บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งได้รับอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรจากนายเรือไป
รายงานต่อ
พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ศุลกสถาน และต้องตอบคำถามใดๆ
ของพนักงานเจ้าหน้าที่อันเกี่ยว แก่เรือ สินค้า และการ
เดินทาง
และต้องยื่นหนังสือรายการสินค้าในเรือต่อพนักงานนั้นๆ
ตามแบบที่กำหนดไว้ในใบแนบ ๖
หรือแบบอย่างอื่นแล้ว
แต่อธิบดีจะได้กำหนดให้นาย เรือแสดงใบทะเบียนเรือ
ใบปล่อยเรือขาเข้า ต่อพนักงานเพื่อตรวจสอบ กับทั้งหลักฐาน
อื่นตาม
แต่จะต้องการ เพื่อแสดงว่าได้ใช้ค่าภาระติดพันสำหรับเรือ
หรือสินค้านั้นเสร็จ แล้ว
เมื่อเป็นที่พอใจว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว
พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้ออก ใบปล่อยเรือตามแบบที่กำหนดไว้ในใบแนบ
๗
ให้ไป ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมใบปล่อย
เรือตามอัตราตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง
ถ้าเรือลำใดออกจากท่าในพระราชอาณาจักรไปภาคต่างประเทศ โดยมิได้มี
ใบปล่อยเรือ หรือมิได้ปฏิบัติตามบทมาตรา
ต่อไปนี้
ท่านว่านายเรือหรือตัวแทนในเมื่อ นายเรือไม่อยู่
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
แต่ส่วนตัวแทนนั้น
ต้องพิสูจน์ได้ว่าได้ทำการสมคบกันกับนายเรือด้วยจึงมีความผิด
(ความในมาตรา
๔๙ นี้ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากรแก้ ไขเพิ่มเติม
(ฉบับที่ ๓)
พ.ศ. ๒๔๗๔ มาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ.
๒๔๘๓ และมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗)
มาตรา
๕๐ ถ้าเรือลำใดได้รับใบปล่อยเรือ แล้วออกจากท่าหนึ่งไปยังท่าอื่น
ใดในพระราชอาณาจักรเพื่อรับของ
ส่งออกไป เมื่อได้ขนของลงบรรทุกเรือ ณ
ท่าอื่นนั้น แล้ว
ให้นายเรือส่งมอบหนังสือรายการสินค้าที่ได้บรรทุกเพิ่มลงแก่พนักงาน
เจ้าหน้าที่
ณ ที่นั้น กับทั้งให้แสดงใบปล่อยเรือที่เจ้าพนักงานได้ออกให้ ณ
ท่าแรกที่ออกเรือมานั้นด้วย และจะต้องทำเช่นนี้ต่อไป
ทุกๆ ท่า
จนกว่าจะได้รับใบปล่อยเรือชั้นที่สุดออกนอกพระราช อาณาจักร และทุกคราวๆ
ที่ทำเช่นนี้ ให้เอาใบปล่อยเรือเพิ่มเติม
ติดแนบเข้ากับใบปล่อย
เรือที่ได้ออกให้ ณ ท่าแรกที่ออกเรือนั้นด้วย
ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับใบปล่อย
เรือเพิ่มเติมทุกฉบับ
ตามอัตราตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง
(ความในมาตรา
๕๐ นี้ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๖ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากรแก้ไข เพิ่มเติม
(ฉบับที่ ๓)
พ.ศ. ๒๔๗๔ และมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ.
๒๔๘๓)
มาตรา
๕๑ ให้นายเรือทุกลำซึ่งบรรทุกสินค้าขาออก ยื่นหรือจัดให้ตัวแทน
ยื่นบัญชีสินค้าสำหรับเรือ
ซึ่งต้องมีราย
ละเอียดแห่งสินค้าตามที่ระบุไว้ในบัญชีรายชื่อสิน
ค้าขาออกของศุลกากรนั้นต่อศุลกสถาน
ภายในหกวันเต็มนับแต่วันที่ได้ออก
ใบปล่อยเรือ ขาออกให้
บัญชีสินค้าสำหรับเรือนี้ให้ทำเป็นสองฉบับมีข้อความต้องกัน และต้องมีใบรับ
รองสินค้าตามแบบที่
กำหนดไว้ในใบแนบ ๘ แห่งพระราชบัญญัตินี้ติดไปด้วย
มาตรา
๕๒ ให้นายเรือทุกลำที่ได้รับใบปล่อยเรือขาออกยื่นบัญชีคนโดยสาร
ในเรือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนเวลา
ที่จะออกนอกเขตท่า
บัญชีนี้ต้องแสดงจำนวน เพศ แลสัญชาติของคนโดยสาร
และต้องทำตามแบบซึ่งอธิบดีจะได้กำหนด
มาตรา
๕๓ นายเรือทุกลำชนิดที่มีระวางจดทะเบียนต่ำกว่าสองร้อยตัน ซึ่ง
ออกจากท่ากรุงเทพฯ ต้องได้รับใบเบิก
ร่องผ่านปากน้ำก่อนจึงออกเรือได้
และต้องส่ง มอบใบเบิกร่องนี้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปากน้ำ
นายเรือชนิดอื่นที่ออกจากท่า
กรุงเทพฯ
เมื่อผ่านด่านศุลกากรที่ปากน้ำต้องเดินเบาลง
และเมื่อพนักงานศุลกากรเรียกถาม ก็ต้อง ตอบโดยบอกชื่อเรือและที่ที่
จะไป นายเรือลำใดกระทำผิดต่อบทมาตรานี้ ต้องระวางโทษ
ปรับไม่เกินสี่พันบาท
(อัตราโทษในมาตรา
๕๓ นี้ ถูกแก้โดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒)
พ.ศ.
๒๔๙๗)
มาตรา
๕๔ ถ้าการบรรทุกสินค้าลงในเรือขาออกได้ทำอยู่เนิ่นช้ากว่ายี่สิบ
เอ็ดวัน นับแต่วันเริ่มบรรทุกก็ดี
หรือเรือ
ขาออกเมื่อได้บรรทุกสินค้าลงแล้วยังอยู่ในท่า เกินกำหนดนี้ก็ดี
อาจเรียกค่าธรรมเนียมตามอัตราตามที่รัฐมนตรีกำหนดใน
กฎกระทรวง
และพนักงานเจ้าหน้าที่อาจกักเรือนั้นไว้ได้จนกว่าจะได้ใช้ค่าธรรมเนียมนั้น
และค่าใช้จ่าย อย่างอื่นซึ่งหากจะพึง
มีขึ้นในการเฝ้าเรือนั้นด้วย
แต่อธิบดีอาจยกเว้นการเรียกค่าธรรม เนียมนี้ได้
เมื่อได้ยื่นหลักฐานอันสมควรแสดงให้เห็นว่าการ
เนิ่นช้านั้น
มิอาจที่จะหลีก เลี่ยงเสียได้
(ความในมาตรา
๕๔ นี้ ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๐)
พ.ศ. ๒๔๘๓)
มาตรา
๕๕ ถ้าของใดซึ่งได้ทำทัณฑ์บน หรือให้ประกันไว้ว่าจะส่งออกโดย เรือลำใด
มิได้นำลงบรรทุกให้เสร็จก่อน
เรือลำนั้นออก ท่านให้ริบของนั้นไว้
เว้นแต่จะได้
แจ้งเหตุที่มิได้นำลงบรรทุกนั้นแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในทันทีภายหลังที่เรือนั้น
ออก
เพื่อพนักงานจะได้รับรองการบรรทุกขาด
ถ้าและของนั้นมิได้นำไปเก็บในคลังสินค้าหรือทำ
ใบขนใหม่เพื่อส่งออกไปกับเรือ
ลำอื่น
โดยทำทัณฑ์บนหรือให้ประกันไว้ภายในสิบสี่วัน
นับแต่วันได้รับใบปล่อยเรือชั้นที่สุดไซร้ ท่านว่าบุคคลผู้ยื่นใบขนสินค้า
เพื่อส่งออกนั้นมี ความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
(อัตราโทษในมาตรา
๕๕ นี้ ถูกแก้โดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับ ที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗)
มาตรา
๕๖ ข้าวทุกชนิด รวมทั้งรำด้วย ที่ยื่นใบขนเพื่อส่งออกนั้นต้องบรรจุ
กระสอบมีน้ำหนักเท่าๆ กันในคราว
หนึ่งๆ ที่นำลงเรือ
และเมื่อได้ชั่งน้ำหนักกระสอบโดย
จำนวนอันเป็นที่พอใจแก่เจ้าพนักงานว่ามีน้ำหนักถูกต้อง
ดังได้แสดงไว้
ในใบขนสินค้าขาออกนั้นแล้ว
พนักงานเจ้าหน้าที่อาจอนุญาตให้นำลงบรรทุกได้
มาตรา
๕๗ เรือทุกลำที่เตรียมจะออกจากท่า ต้องชักธงลาขึ้นที่เสาหน้า ธง
นี้ต้องชักไว้จนกว่าเรือจะออกเดินถ้าเรือ
จะออกเวลาบ่ายให้ชักธงขึ้นไว้แต่เช้า
ถ้าเรือจะ ออกเวลาเช้าให้ชักธงขึ้นไว้แต่บ่ายวันก่อน
นายเรือคนใดละเลยไม่ปฏิบัติตาม
บทมาตรานี้
ท่านว่ามีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสี่พันบาท
(อัตราโทษในมาตรา
๕๗ นี้ ถูกแก้โดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ.
๒๔๙๗)
มาตรา
๕๘ การลำเลียงถ่ายของจากเรือลำหนึ่งลงเรืออีกลำหนึ่งนั้น จะพึง
อนุญาตให้ทำได้ต่อเมื่อบุคคลผู้ได้รับ
อำนาจทำการถ่ายของเช่นว่านี้
ได้ยื่นใบขนสินค้าทำ เป็นสองฉบับ มีข้อความต้องกันตามแบบที่กำหนดไว้ (ใบแนบ
๙) แต่
ห้ามมิให้ทำการ ลำเลียงถ่ายของเช่นนี้
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตและมีพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรกำกับอยู่ ด้วย
มาตรา
๕๙ ความในมาตรานี้ถูกยกเลิกโดยมาตรา ๙ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๙)
พ.ศ. ๒๔๘๒ แล้ว จึงไม่พิมพ์
ลงไว้
มาตรา
๖๐ ถ้าของใดที่ขอคืนหรือได้อนุญาตคืนค่าภาษีแล้ว ได้บรรทุกลง
เรือหรือนำไปยังทำเนียบท่าเรือ ท่า
เทียบเรือ
หรือที่อื่นเพื่อส่งออกไป และพนักงานเจ้า
หน้าที่ตรวจพบว่าของนั้นไม่ตรงตามใบขนสินค้า บัญชีบรรทุกสินค้า
คำร้องขอ หรือ เอกสารอื่นก็ดี
หรือถ้าคำร้องขออันเกี่ยวแก่ของนั้นปรากฏว่าเป็นการทุจริตด้วยประการ ใดก็ดี
ท่านให้ริบของ
นั้นเสียสิ้น
กับทั้งหีบห่อและของสิ่งอื่นที่อยู่ในหีบห่อนั้นด้วย และ
บุคคลผู้ขออนุญาตส่งและขอคืนค่าภาษีสำหรับของนั้น มี
ความผิดต้องระวางโทษปรับไม่ เกินห้าหมื่นบาท
หรือสามเท่าจำนวนค่าภาษีที่ขอคืน หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน
(อัตราโทษในมาตรา
๖๐ นี้ ถูกแก้โดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกการ (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗)