หมวด ๔
การตรวจของและป้องกันลักลอบหนีศุลกากร

              มาตรา ๑๔ เมื่อของผ่านศุลกากร หรืออยู่ในความกำกับตรวจตราของ ศุลกากรด้วยประการใดๆ ก็ดี พนักงาน
เจ้าหน้าที่ ศุลกากรคนหนึ่งคนใดจะเปิดหีบห่อและ ตรวจของนั้นในเวลาใดๆ ก็ดี พนักงานนั้นจะเอาตัวอย่างของใดๆ ไป
เพื่อตรวจหรือสอบหรือตีราคา หรือเพื่อประโยชน์อย่างอื่นก็ได้แล้วแต่จะเห็นว่าจำเป็น ตัวอย่างของนี้ต้องส่ง ให้โดยไม่คิด
ราคา และพนักงานนั้น จะเลือกเอาออกจากหีบห่อ หรือส่วนใดแห่งของนั้นก็ ได้ แต่ว่าตัวอย่างของเช่นนี้จะต้องเอาไปแต่เพียง
ขนาดหรือปริมาณพอสมควร และจะต้อง เอาออกโดยวิธีอันจะทำให้เจ้าของเสียหายหรือลำบากอย่างน้อยที่สุดที่จะเป็นได้ และเมื่อไรสามารถจะคืนได้ก็ให้คืนแก่เจ้าของไปโดยเร็ว

          มาตรา ๑๕ พนักงานศุลกากรอาจขึ้นไปบนเรือลำใดๆ ก็ได้ภายในพระราช อาณาเขต และอาจอยู่ในเรือนั้นได้ตลอด
เวลาที่ทำการ บรรทุกสินค้าลง หรือขนสินค้าขึ้น หรือจนกว่าเรือนั้นออกไป ไม่ว่าในที่ส่วนใดๆ ของเรือ และไม่ว่าในเวลาใดๆ ให้
พนักงานศุลกากรเข้าถึงและตรวจค้นได้ และอาจตรวจดูสมุดหนังสือหรือบันทึกเรื่องราว หรือเอกสารไม่ว่าอย่างใดๆ ที่เกี่ยวกับ
สินค้าในเรือได้ อาจสั่งให้เปิดห้องส่วนใด ๆ ของ เรือหรือให้เปิดหีบ ห่อ หรือบรรจุของอย่างใดๆ ได้ หรือถ้าจำเป็นจะให้หักเปิด
สิ่งนั้นๆ ก็ ได้ อาจประจำเครื่องหมาย หรือประทับตรา หรือลั่นกุญแจ หรือผูกมัดของใดๆ ที่อยู่ใน เรือ หรือที่ใด หรือหีบ ห่อใดๆ
ก็ได้ และถ้าเครื่องหมาย ดวงตรากุญแจ หรือเครื่องผูกมัด นั้นได้มีผู้ถอนไป หรือเปิดออก หรือหักต่อย หรือเปลี่ยนแปลงไปโดย
จงใจไซร้ ท่านว่า นายเรือมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

         (อัตราโทษในมาตรา ๑๕ นี้ ถูกแก้โดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗)

             มาตรา 15 ทวิ ผู้ใดขื้นไปบนเรือเดินต่างประเทศขณะที่อยู่ในราชอาณาจักร โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงาน
เจ้าหน้าที่ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
              ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่นายเรือ ลูกเรือ ผู้โดยสาร และผู้มีหน้าที่ ต้องปฏิบัติบนเรือนั้น

             (มาตรา ๑๕ ทวิ นี้ เพิ่มขึ้นโดยข้อ ๖ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๒๙)

          มาตรา ๑๖ ของใดที่ศุลกากรยังมิได้ตรวจมอบไปโดยชอบ พนักงาน ศุลกากรอาจถอนไป ขนขึ้น แลเก็บไว้ใน
ที่มั่นคงก็ได้

          มาตรา ๑๗ พนักงานศุลกากรอาจตรวจค้นหีบห่อของคนโดยสารแล้วปล่อย ผ่านภาษีได้ และถ้าในหีบห่อนั้นมีของที่
ยังมิได้เสียภาษีก็ดี ของต้องจำกัดก็ดี ของต้อง ห้ามก็ดี พนักงานจะกักหีบห่อนั้นไว้ก็ได้

          มาตรา ๑๘ พนักงานศุลกากรอาจตรวจค้นบุคคลใดๆ ในเรือกำปั่นลำใดๆ ในเขตท่า หรือบุคคลที่ขึ้นจากเรือกำปั่น
ใดๆ ก็ได้ แต่ว่าต้องมีเหตุอันพนักงานนั้นควร สงสัยว่าบุคคลนั้นๆ มีหรือพาไปกับตนซึ่งของอันยังมิได้เสียภาษี หรือของต้องจำกัด
หรือ ของต้องห้ามจึงให้ตรวจค้นได้ อนึ่ง ก่อนที่จะตรวจค้นบุคคลผู้ใด ผู้นั้นอาจร้องขอให้นำ ตนอย่างเร็วตามควรแก่เหตุไปยัง
พนักงานศุลกากรผู้ใหญ่มีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าสารวัตร หรือนายด่าน หรือไปยังอำเภอที่ใกล้ที่สุด หรือผู้บังคับการสถานีตำรวจ หรือ
ถ้าเป็นผู้อยู่ ใต้อำนาจศาลกงสุลต่างประเทศ ให้นำไปยังกงสุลของตน ส่วนพนักงานที่มีผู้นำบุคคล เช่นนี้มาส่งนั้น จะต้องวินิจฉัย
ว่ามีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอหรือไม่ และจะควรให้ตรวจ ค้นหรือไม่ ถ้าบุคคลนั้นเป็นหญิงก็ให้หญิงเป็นผู้ตรวจค้น
               ถ้าพนักงานผู้ใดตรวจค้นบุคคลใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ท่านว่าพนักงานผู้ นั้นมีความผิดต้องระวางโทษ ปรับไม่เกิน
หนึ่งพันบาท

           (อัตราโทษในมาตรา ๑๘ นี้ ถูกแก้โดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗)

            มาตรา ๑๙ พนักงานศุลกากรอาจสั่งให้หยุดรถ เกวียน หรือยานพาหนะอย่าง อื่นๆ และตรวจค้นเพื่อให้ทราบว่า
มีของที่ลักลอบหนีศุลกากรหรือไม่ แต่ต้องมีเหตุอัน ควรสงสัยว่า รถ เกวียน หรือยานพาหนะนั้นได้ใช้ หรือกำลังใช้เนื่องกับเรือ
กำปั่น หรือ คลังสินค้า หรือโรงเก็บสินค้า หรือที่ขนของขึ้น หรือทำเนียบท่าเรือ หรือทางน้ำ หรือทาง ผ่านพรมแดน หรือทาง
รถไฟ ผู้ใดไม่ยอมหรือขัดขวางหรือพยายามจะขัดขวางต่อการ ตรวจเช่นนี้ ท่านว่ามีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน
ห้าพันบาท

           (อัตราโทษในมาตรา ๑๙ นี้ ถูกแก้โดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗)

           มาตรา ๒๐ ถ้าพบผู้ใดกำลังกระทำผิด หรือพยายามจะกระทำผิด หรือใช้ หรือช่วย หรือยุยงให้ผู้อื่นกระทำผิด
ต่อบทพระราชบัญญัตินี้ พนักงานเจ้าหน้าที่อาจจับผู้ นั้นได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ และนำส่งยังสถานีตำรวจพร้อมด้วยของ
กลางที่เกี่ยวกับการ กระทำผิด หรือพยายามจะกระทำผิด เพื่อจัดการตามกฎหมาย แลถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่า บุคคลใดได้
กระทำผิดพระราชบัญญัตินี้ก็ดี หรือมีสิ่งของไปกับตัวอันเป็นของที่เกี่ยวกับ การกระทำผิดมาแล้ว หรืออาจได้กระทำผิดขึ้นก็ดี
พนักงานเจ้าหน้าที่อาจจับผู้นั้นส่งไป จัดการโดยทำนองเดียวกัน แต่ถ้าบุคคลที่ถูกจับนั้นอยู่ใต้อำนาจศาลกงสุลต่างประเทศ ให้
ส่งตัวไปยังกงสุลของผู้นั้นโดยไม่เนิ่นช้า

           มาตรา ๒๐ ทวิ ในกรณีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เกิดขึ้นในทะเลอาณาเขต เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้จับตัวผู้ต้องหา และส่งตัวผู้ต้องหาให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ใด ให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่นั้นเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ในกรณีนี้ มิให้นับระยะเวลาเดินทางตามปกติที่นำตัวผู้ต้องหาส่งให้พนักงานสอบสวนเป็นเวลาควบคุมผู้ต้องหาของพนักงาน สอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

           มาตรา ๒๑ เรือทุกลำเมื่อมาถึงเขตท่าต้องหยุดลอยลำ ณ ด่านตรวจที่กำหนด ไว้ และต้องให้ความสะดวกทุกอย่าง
แก่พนักงานศุลกากรในการที่จะเข้าไปและขึ้นบนเรือ ถ้าพนักงานศุลกากรสั่งให้เรือนั้นทอดสมอก็ต้องกระทำตาม นายเรือต้อง
ตอบคำถามใดๆ ของพนักงานอันเกี่ยวแก่เรือ คนประจำเรือ คนโดยสาร การเดินทาง และลักษณะของสิน ค้าในเรือ ให้นายเรือ
รายงานถึงอาวุธปืน กระสุนปืน ดินปืน หรือวัตถุระเบิดอันมีอยู่ในเรือ และเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สั่ง นายเรือต้องส่งมอบอาวุธ
ปืนและกระสุนปืนทั้งหมดให้อยู่ ในความรักษาของพนักงานกำกับด่านตรวจ และให้ส่งวัตถุระเบิดทั้งหมดไปในความควบคุม
ของเจ้าหน้าที่ซึ่งได้แต่งตั้งขึ้นเพื่อการนี้ นายเรือต้องปฏิบัติตามคำสั่งอันควรของ พนักงานศุลกากรทุกประการ ให้วางพนักงาน
ศุลกากรประจำเรือ เพื่อกำกับไปจนถึงที่ จอดในท่าอันจะได้กำหนดให้สำหรับเรือลำนั้น ให้ประพฤติต่อพนักงานศุลกากรโดย
สุภาพ และให้พนักงานนั้นๆ มีที่พักบนเรือโดยสมควร ห้ามมิให้เรือลำใดล่วงด่านตรวจ ไปโดยไม่มีพนักงานศุลกากรลงประจำ
บนเรือ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตพิเศษจากพนักงาน กำกับด่าน ถ้าและนายเรือหรือบุคคลผู้ใดซึ่งเป็นผู้ควบคุม เรือไม่ยอมหรือ
ละเลยไม่กระทำ ตามดังว่านี้ ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

          (อัตราโทษในมาตรา ๒๑ นี้ ถูกแก้โดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗)

          มาตรา ๒๒ เรือลำใดออกไปจากท่า จะให้มีพนักงานศุลกากรกำกับไปจนถึงด่านตรวจก็ได้เมื่อไปถึงที่นั้นให้เรือหยุด
ลอยลำเพื่อส่งพนักงานขึ้น และเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจ ส่วนอาวุธปืน กระสุนปืน ดินปืน หรือวัตถุระเบิดใดๆที่ได้ส่งมอบ
ไว้ในความรักษาของศุลกากรเมื่อเรือมาถึงนั้น ให้คืนแก่เรือไป ถ้าเรือลำใดมีพนักงานศุลกากรหรือพนักงานอื่นของรัฐบาลอยู่
บนเรือและออกจากท่าไปโดยพนักงานนั้นๆ ไม่ยินยอมก็ดี หรือไม่ให้ความสะดวกอันควรแก่พนักงานเพื่อทำการตามหน้าที่ก็ดี
ท่านว่านายเรือมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

             (อัตราโทษในมาตรา ๒๒ นี้ ถูกแก้โดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒)
พ.ศ. ๒๔๙๗)

          มาตรา ๒๓ ถ้าเรือลำใดที่จะพึงต้องถูกยึด หรือตรวจตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่หยุดลอยลำเมื่อได้สั่งให้หยุด แลมี
เรือในราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือของกรมศุลกากรชักธงหมายตำแหน่ง ธงหมายราชการไล่ติดตาม
ไปเมื่อได้ให้ยิงปืน เป็นอาณัติสัญญานัดหนึ่งก่อนแล้ว ท่านว่าพนักงานควบคุมเรือที่ไล่ติดตามนั้นมีอำนาจ ตามกฎหมายที่
จะยิงเรือซึ่งกำลังหนีนั้นได้

          มาตรา ๒๔ สิ่งใดๆ อันจะพึงต้องริบตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงาน ศุลกากร พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ
มีอำนาจยึดในเวลาใดๆ และ ณ ที่ใดๆ ก็ได้
             สิ่งที่ยึดไว้นั้น ถ้าเจ้าของหรือผู้มีสิทธิไม่มายื่นคำร้องเรียกเอาภายในกำหนด หกสิบวันสำหรับยานพาหนะที่ใช้ในการ
กระทำผิด สามสิบวันสำหรับสิ่งอื่น นับแต่วันที่ ยึด ให้ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของและ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน

         (ความในมาตรา ๒๔ เดิมซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ นั้น ได้ถูกยกเลิกและใช้ความใหม่แทนโดยมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗)

         มาตรา ๒๕ บรรดาของหรือสิ่งที่ยึดไว้ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องส่งมอบให้ อยู่ในความรักษาของพนักงาน
เจ้าหน้าที่ศุลกากร หรือถ้าไม่มีพนักงานเช่นว่านี้ภายใน ระยะใกล้พอควร ก็ให้ส่งมอบให้อยู่ในความรักษาของอำเภอที่ใกล้ที่สุด
ซึ่งจะได้รักษาไว้ แทนศุลกากร สิ่งของที่ยึดแลริบไว้ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือบทกฎหมายอื่นอันเกี่ยวแก่ ศุลกากรนั้นให้
จำหน่ายตามแต่อธิบดีจะสั่ง
            ถ้าของที่ยึดไว้นั้นเป็นของเสียง่าย หรือถ้าหน่วงช้าไว้จะเป็นการเสี่ยงความ เสียหาย หรือค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาจะ
มากเกินสมควร อธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย จะสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ขายทอดตลาด หรือขายโดยวิธีอื่นตามที่เห็นสมควร
ก่อนที่ ของนั้นจะตกเป็นของแผ่นดินก็ได้ เงินค่าขายของนั้นเมื่อได้หักค่าใช้จ่ายและค่าภาระติด พันทั้งปวงออกแล้วให้ถือไว้
แทนของ

        (ความในวรรคสองของมาตรา ๒๕ นี้ เพิ่มขึ้นโดยมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ ๙)
พ.ศ. ๒๔๘๒ และได้ถูกยกเลิกและใช้ความใหม่แทนโดยข้อ ๗ แห่ง ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๒๙)

        มาตรา ๒๖ สิ่งใดๆ อันจะพึงต้องยึดตามพระราชบัญญัตินี้ จะนำไปแสดงที่ สถานีตำรวจหรือศาลก็ได้ ในเมื่อเป็น
ของต้องการในคดีที่ตำรวจฟ้อง ในการนี้ให้ พนักงานตำรวจแจ้งความเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังพนักงานศุลกากรว่าของนั้นได้
ยึดไว้ แล้วให้จัดการนำของนั้นไปยังศุลกสถานโดยเร็วตามแต่จะทำได้ และส่งมอบให้อยู่ใน ความรักษาของศุลกากร

        มาตรา ๒๗ ผู้ใดนำหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือ ของต้องห้าม หรือที่ยังมิได้ผ่านศุลกากร
โดยถูกต้อง เข้ามาในพระราชอาณาจักรไทยก็ดี หรือส่ง หรือพาของเช่นว่านี้ออกไปนอกพระราชอาณาจักรก็ดี หรือช่วยเหลือด้วย
ประการ ใดๆ ในการนำของเช่นว่านี้เข้ามาหรือส่งออกไปก็ดี หรือย้ายถอนไป หรือช่วยเหลือให้ ย้ายถอนไปซึ่งของดังกล่าวนั้น
จากเรือกำปั่น ท่าเทียบเรือ โรงเก็บสินค้า คลังสินค้า ที่มั่น คง หรือโรงเก็บของโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ดี หรือให้ที่อาศัยเก็บ หรือเก็บ หรือซ่อนของ เช่นว่านี้ หรือยอม หรือจัดให้ผู้อื่นทำการเช่นว่านั้นก็ดี หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใดๆ ใน การขนหรือย้ายถอน
หรือกระทำการอย่างใดแก่ของเช่นว่านั้นก็ดี หรือเกี่ยวข้องด้วย ประการใดๆ ในการหลีกเลี่ยงหรือพยายาม หลีกเลี่ยงการเสียค่า
ภาษีศุลกากร หรือในการ หลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใดๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้า ส่งของออก
ขนของขึ้น เก็บของในคลังสินค้า และการส่งมอบของโดยเจตนาจะฉ้อค่า ภาษีของรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่จะต้องเสียสำหรับของนั้นๆ ก็ดี หรือ หลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดี สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ให้ปรับ
เป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับ ทั้งจำ

         (อัตราโทษในมาตรา ๒๗ นี้ ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๖ แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ ๙)
พ.ศ. ๒๔๘๒ และมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๔๙๐)

         มาตรา ๒๗ ทวิ ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับ จำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของ
อันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้าม หรือข้อจำกัด มีความผิดต้องระวางโทษปรับเป็นเงิน
สี่เท่า ราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

         (มาตรา ๒๗ ทวิ นี้ เพิ่มขึ้นโดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๔๙๙)

         มาตรา ๒๗ ตรี ห้ามมิให้เรือขนถ่ายสิ่งของใด ๆในทะเลนอกเขตท่าโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ได้รับอนุญาต
จากพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้านายเรือหรือบุคคลใดฝ่าฝืน มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สองปี หรือปรับเป็นเงิน
สามเท่าของราคาของ หรือปรับเป็นเงินหนึ่งแสนบาท แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า หรือทั้งจำทั้งปรับ
         ของใดๆอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรานี้ ให้ริบเสียสิ้นโดยไม่พักต้องคำนึงว่าบุคคลผู้ใดจะต้องรับโทษหรือไม่

         (มาตรา ๒๗ ตรี นี้ เพิ่มขึ้นโดยมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๖)พ.ศ.๒๕๔๒)

         มาตรา ๒๘ ถ้าปรากฏว่าเรือลำใดอยู่ในเขตท่ามีสินค้าในเรือ แลภายหลังมา ปรากฏว่าเรือลำนั้นเบาลอยตัวขึ้น หรือมี
แต่อับเฉาและนายเรือไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ว่า ได้ขนสินค้าขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายไซร้ ท่านว่านายเรือนั้นมีความผิดต้อง
ระวางโทษ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือจะให้ริบตัวเรือนั้นไว้ก็ได้

         (อัตราโทษในมาตรา ๒๘ นี้ ถูกแก้โดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗)

         มาตรา ๒๙ ถ้าปรากฏว่าเรือลำใดมีที่ปิดบัง หรือที่พราง หรือเครื่องกลอุบาย อย่างใดๆ ทำขึ้นไว้เพื่อลักลอบหนี
ศุลกากร ท่านว่านายเรือนั้นมีความผิดต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท แต่นายเรือไม่พึงต้องรับโทษ นอกจากจะมีเหตุอัน
ควรเชื่อว่าได้ ละเลยไม่ระวังให้เข้มงวดตามควรที่จะป้องกัน หรือว่าได้เกี่ยวข้องหรือรู้เห็นด้วยในการ สร้าง หรือทำ หรือวาง
หรือใช้ที่ หรือเครื่องกลอุบายนั้นๆ อนึ่ง ที่หรือเครื่องกลอุบายนี้ ให้ทำลายเสีย หรือทำเสียให้เป็นของไร้โทษทุจริตจนเป็นที่
พอใจของพนักงานเจ้าหน้าที่

         (อัตราโทษในมาตรา ๒๙ นี้ ถูกแก้โดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗)

         มาตรา ๓๐ ถ้าปรากฏว่าเรือลำใดมีของเป็นหีบห่อ ซึ่งมีขนาด หรือลักษณะ ขัดต่อบทพระราชบัญญัตินี้หรือ บท
กฎหมายหรือประกาศอื่น ท่านว่านายเรือมีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท และของนั้นให้ริบเสีย

         (อัตราโทษในมาตรา ๓๐ นี้ ถูกแก้โดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗)

         มาตรา ๓๑ ของที่ต้องเสียค่าภาษี หรือที่ต้องจำกัด หรือต้องห้ามนั้น ผู้ใดนำ หรือยอมให้ผู้อื่นนำ หรือเกี่ยวข้องใน
การนำลงในหรือออกจากเรือลำใดในทะเล หรือใน แม่น้ำลำคลอง ซึ่งอาจเป็นทางแก่การฉ้อประโยชน์รายได้ของแผ่นดินก็ดี
การหลีกเลี่ยง ข้อจำกัด หรือข้อห้ามก็ดี ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษดังบัญญัติไว้ในมาตรา๒๗

         มาตรา ๓๒ เรือชนิดใดๆ อันมีระวางบรรทุกไม่เกินสองร้อยห้าสิบตันก็ดี รถ เกวียน ยานพาหนะ หีบ หรือภาชนะอื่น
ใดก็ดี หากใช้ในการย้ายถอน ซ่อนเร้น หรือ ขนของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือที่ต้องจำกัด หรือต้องห้าม ท่านว่าให้ริบเสียสิ้น
และถ้ามี ของอื่นรวมอยู่ในหีบห่อ หรือภาชนะอื่น หรือในรถ เกวียน ยานพาหนะ อันปรากฏว่ามี ของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือ
ที่ต้องจำกัด หรือต้องห้ามนั้นด้วยไซร้ ท่านว่าให้ริบของ นั้นๆ เสียด้วยดุจกัน
              ถ้าเรือที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำตามวรรคหนึ่งที่มีระวางบรรทุกเกินสองร้อยห้าสิบตันให้ศาลมีอำนาจสั่งริบ
เรือนั้นได้ตามควรแก่การกระทำความผิด

         (ความในมาตรา ๓๒ นี้ ถูกยกเลิกและใช้ความใหม่แทนโดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร
(ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๔๒)

         มาตรา ๓๒ ทวิ ในกรณีของที่ริบได้เนื่องจากการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้มิได้เป็นของผู้กระทำความผิด ให้ศาลมีอำนาจสั่งริบได้ถ้าเจ้าของนั้นรู้หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีหรือจะมีการกระทำความผิด แต่มิได้กระทำการใด เพื่อมิให้เกิดการกระทำความผิดหรือแก้ไขมิให้การกระทำนั้นบรรลุผล หรือมิได้ระมัดระวังมิให้ของนั้นไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

         (ความในมาตรานี้เพิ่มเติมขึ้นโดยมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ.๒๕๔๒)

         มาตรา ๓๓ ถ้ามีความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรเกิดขึ้น เกี่ยวกับเรือซึ่งมี ระวางบรรทุกเกินสองร้อยห้าสิบตัน และ
นายเรือนั้นไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ว่า ตนได้จัด การเต็มตามวิสัยที่จะจัดได้ เพื่อที่จะสืบค้นให้พบแลป้องกันเสียซึ่งการกระทำผิด
นั้นแล้ว ไซร้ ท่านว่านายเรือมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

         (อัตราโทษในมาตรา ๓๓ นี้ ถูกแก้โดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗)

         มาตรา ๓๔ ความในมาตรานี้ถูกยกเลิกโดยมาตรา ๙ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ แล้ว จึงไม่พิมพ์
ลงไว้

         มาตรา ๓๕ บรรดาของที่นำเข้ามาหรือส่งออกโดยทางไปรษณีย์นั้น ต้อง สำแดงและลงบัญชีโดยถูกต้อง และมีระวาง
โทษ เป็นทำนองเดียวกันกับของที่นำเข้ามา หรือส่งออกโดยทางเรือ เว้นไว้แต่ความรับผิดแลโทษนั้นจะตกแก่ผู้มีชื่อที่จะรับของ
อันนำเข้ามา และผู้ส่งของอันจะส่งออกไป หรือตกแก่ผู้รับ หรือผู้นำของส่ง ณ ที่ทำการ ไปรษณีย์ แล้วแต่กรณี

         มาตรา ๓๖ บทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๗ ให้ใช้บังคับแก่ของที่นำเข้ามาหรือ ส่งออกไปโดยทางไปรษณีย์ด้วย

         มาตรา ๓๗ พนักงานเจ้าหน้าที่อาจตรวจห่อพัสดุไปรษณีย์ที่เข้ามา หรือออก ไปจากพระราชอาณาจักรได้ แลถ้ามี ความสงสัยอาจกักห่อจดหมายใดๆ ไว้ ณ ศุลกสถาน ได้ จนกว่าผู้ส่งหรือผู้มีชื่อที่จะรับจะได้กระทำให้เป็นที่พอใจว่า ไม่มีของ
ที่ยังมิได้เสียค่า ภาษี หรือที่ต้องจำกัด หรือต้องห้ามในห่อนั้น การที่ศุลกากรจะตรวจห่อไปรษณีย์นี้จะ กระทำ ณ ที่ทำการ
ไปรษณีย์ หรือที่ศุลกสถานก็ได้