โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า
บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยศุลกากรยัง
ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
สมควรปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
สะดวกแก่การปฏิบัติ และช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ
โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งการส่ง เสริมสินค้าขาออก
หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ ๑
ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคท้ายของมาตรา ๒ แห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากร
พุทธศักราช ๒๔๖๙
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙)
พุทธศักราช ๒๔๘๒
คำว่า คลังสินค้า หมายความว่า โรงพักสินค้า ที่มั่นคง และคลังสินค้า
ทัณฑ์บน
ข้อ
๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช
บัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๑๐) พุทธศักราช
๒๔๘๓ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๘ อธิบดีจะอนุมัติและกำหนดสถานที่ตรวจและเก็บของซึ่งมีผู้นำ
เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นคลังสินค้าทัณฑ์
บนก็ได้
โดยอาจกำหนดวิธีการและข้อจำกัด เกี่ยวกับการเก็บของ
ตลอดจนข้อบังคับเพื่อการดำเนินการและตรวจตราควบคุมคลัง
สินค้าทัณฑ์บนตามที่เห็นสมควรเพื่อเป็นประกันค่าภาษีอากรหรือค่าชดใช้อย่างอื่นซึ่งกรม
ศุลกากรอาจเรียกร้องได้ตามกฎหมาย
หรือข้อตกลง
อธิบดีอาจเรียกประกันจากเจ้าของ หรือผู้ปกครองคลังสินค้าทัณฑ์บน
โดยให้ทำทัณฑ์บน
และหรืออย่างอื่นจนเป็น
ที่พอใจ
เจ้าของหรือผู้ปกครองคลังสินค้าทัณฑ์บนจะต้องเสียค่าธรรมเนียมใบ
อนุญาตประจำปีตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดย
กฎกระทรวง
ข้อ
๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๘ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร
พุทธศักราช ๒๔๖๙ มาตรา ๘ ทวิ
อธิบดีมีอำนาจ
(๑) อนุมัติให้จัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรสำหรับ
แสดงและขายของที่เก็บในคลังสินค้า
ทัณฑ์บนนั้น
เพื่อให้นำออกไปนอกราชอาณาจักร โดยให้ปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด
(๒)
อนุมัติให้จัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า และอนุญาต
ให้ใช้ของที่นำเข้ามาและเก็บในคลัง
สินค้าทัณฑ์บนนั้นทำการผลิต หรือผสม
หรือ ประกอบในโรงผลิตสินค้านั้นได้
โดยให้ปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดเว้น
แต่จะมี
บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
ให้ร้านค้าปลอดอากรและโรงผลิตสินค้าอยู่ในบังคับแห่งบท
บัญญัติว่าด้วยคลังสินค้าทัณฑ์บน
ข้อ ๔
ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธ ศักราช ๒๔๖๙
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติศุลกากรแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑)
พุทธศักราช ๒๔๗๑
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๑๐ บรรดาค่าภาษีนั้น ให้เก็บตามบทพระราชบัญญัตินี้ และตาม
กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร
การเสียค่าภาษีให้เสียแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในเวลาที่ ออกใบขนสินค้าให้
ถ้าค่าภาษีที่ได้เสียไว้ไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่จะต้องเสียจริง กรมศุลกากรมี
สิทธิเรียกเก็บส่วนที่ขาดจนครบ แต่ในกรณีที่
ปรากฏหลังจากที่ได้ปล่อยของไปจาก อารักขาของศุลกากร
หรือได้ส่งของออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วว่า ค่าภาษีที่ได้เสียไว้
ไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่จะต้องเสียจริง
และค่าภาษีที่ขาดมีจำนวนไม่เกินยี่สิบบาทตาม ใบขนสินค้าฉบับหนึ่ง ๆ
อธิบดีหรือ
ผู้ที่อธิบดีมอบหมายจะสั่งให้งดการเรียกเก็บเพิ่มเติม ก็ได้
เว้นแต่ในกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรม
ศุลกากรที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุ
อันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ
ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใด ๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใด ๆ
นั้น ให้มีอายุความ
สิบปี แต่ในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิด
ให้มีอายุความสองปี ทั้งนี้นับจากวันที่นำของ เข้าหรือส่งของออก
ในกรณีที่เห็นสมควร อธิบดีมีอำนาจคืนเงินอากรส่วนที่เสียไว้เกินเฉพาะใน
เหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิดโดย
ไม่จำต้องมีคำเรียกร้องขอคืน
แต่มิให้สั่งคืนเมื่อ พ้นกำหนดสองปีนับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก
สิทธิในการเรียกเร้องขอคืนเงินอากรเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึง
ต้องเสียจริงเป็นอันสิ้นไปเมื่อครบกำหนดสองปี
นับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก แล้วแต่กรณี
แต่คำเรียกร้องขอคืนอากรเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำ หนัก
หรือราคาแห่งของใด ๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใด ๆ นั้น มิให้รับ
พิจารณาหลังจากที่ได้เสียอากรและของนั้น ๆ ได้
ส่งมอบ หรือส่งออกไปแล้ว
เว้นแต่ใน
กรณีที่ได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบหรือส่งออกว่าจะยื่นคำเรียก
ร้องดังกล่าว
หรือในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พึงต้องรู้อยู่ก่อนส่งมอบหรือส่งออกว่า
อากรที่ชำระไว้นั้นเกินจำนวนที่พึงต้องเสีย
สำหรับของที่ส่งมอบหรือส่งออก
ข้อ
๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๐ ทวิ และมาตรา ๑๐ ตรี แห่งพระ
ราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช
๒๔๖๙
มาตรา ๑๐ ทวิ ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิด
ขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ
ภายใต้บังคับมาตรา ๘๗
และมาตรา ๘๘ การคำนวณค่าภาษีให้ถือตาม สภาพของ ราคาของ
และพิกัดอัตราศุลกากร
ที่เป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้อง
เสียค่าภาษีเกิดขึ้น แต่ในกรณีของที่เก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บน
ให้คำนวณตามพิกัด
อัตราศุลกากรที่ใช้อยู่ในเวลาซึ่งได้ปล่อยของเช่นว่านั้นออกไปจากคลังสินค้าทัณฑ์บน
ไม่ว่าจะปล่อยออกไปในสภาพเดิมที่นำเข้า
หรือในสภาพที่ได้ผลิต หรือผสม
หรือ
ประกอบเป็นของอื่น
มาตรา ๑๐ ตรี ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่ส่งออกเกิด
ขึ้นในเวลาที่ส่งของออกสำเร็จ
การคำนวณค่าภาษีให้ถือตามสภาพของ
ราคาของ และพิกัดอัตราศุลกากรที่ เป็นอยู่ในเวลาที่ออกใบขนสินค้าให้
การขอคืนค่าภาษีในกรณีที่มิได้ส่งของออกนอกราชอาณาจักร
ให้กระทำได้ เมื่อพ้นกำหนดสามสิบวัน
แต่ไม่เกินเก้าสิบวัน
นับแต่วันที่ออกใบขนสินค้าให้
ข้อ ๖
ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช
๒๔๖๙
มาตรา ๑๕ ทวิ ผู้ใดขึ้นไปบนเรือเดินต่างประเทศขณะที่อยู่ในราชอาณา
จักรโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่นายเรือ ลูกเรือ ผู้โดยสาร
และผู้มีหน้าที่
ต้องปฏิบัติบนเรือนั้น
ข้อ
๗ ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากร
พุทธศักราช ๒๔๖๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่
๙) พุทธศักราช ๒๔๘๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
ถ้าของที่ยึดไว้นั้นเป็นของเสียง่าย
หรือถ้าหน่วงช้าไว้จะเป็นการเสี่ยงความ เสียหาย
หรือค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา
จะมากเกินสมควร อธิบดี
หรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย
จะสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่นตามที่เห็น
สมควรก่อนที่ของ
นั้นจะตกเป็นของแผ่นดินก็ได้
เงินค่าขายของนั้นเมื่อได้หักค่าใช้จ่ายและค่าภาระติดพัน ทั้งปวงออกแล้ว
ให้ถือไว้แทนของ
ข้อ
๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธ ศักราช ๒๔๖๙
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๔๐ ก่อนที่จะนำของใด ๆ ไปจากอารักขาของศุลกากร
ผู้นำของเข้าต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามพระราชบัญญัตินี้
และตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร
กับต้องยื่นใบขนสินค้าโดยถูกต้อง
และเสียภาษีอากรจนครบถ้วนหรือวางเงินไว้เป็น
ประกัน
การขอวางเงินประกันให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด ในกรณีที่มีการร้องขอ
และอธิบดีเห็นว่าของใดมีความจำเป็น
ที่จะต้องนำออกไปจากอารักขาของศุลกากรโดยรีบด่วน
อธิบดีมีอำนาจให้นำของนั้นไปจากอารักขาของ
ศุลกากรได้โดยยังไม่ต้อง
ปฏิบัติตามวรรคหนึ่งก่อน
แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด และในกรณีที่อาจต้องเสียภาษีอากร
ให้วางเงินหรือหลัก
ประกันอย่างอื่นเป็นที่พอใจอธิบดี
เพื่อเป็นประกันค่าภาษีอากรด้วย
ข้อ
๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธ ศักราช ๒๔๖๙
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๔๕ ก่อนที่จะส่งของใด ๆ ออกนอกราชอาณาจักร ผู้ส่งของออก
ต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามพระราชบัญญัตินี้
และตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการ
ศุลกากร กับต้องยื่นใบขนสินค้าโดยถูกต้อง
และเสียภาษีอากรจนครบถ้วนหรือวางเงินไว้
เป็นประกัน
การขอวางเงินประกันให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด
ในกรณีที่มีการร้องขอ และอธิบดีเห็นว่าของใดมีความจำเป็นที่จะต้องส่ง
ออกนอกราชอาณาจักรโดยรีบด่วน อธิบดี
มีอำนาจให้ส่งของนั้นออกไปได้โดยยังไม่ต้อง ปฏิบัติตามวรรคหนึ่งก่อน
แต่ต้องปกิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด และในกรณี
ที่อาจ
ต้องเสียภาษีอากร
ให้วางเงินหรือหลักประกันอย่างอื่นเป็นที่พอใจอธิบดีเพื่อเป็นประกัน
ค่าภาษีอากรด้วย
ข้อ
๑๐ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๖๑ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร
พุทธศักราช ๒๔๖๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่
๙) พุทธศักราช ๒๔๘๒
มาตรา ๖๑ ถ้าของใดอยู่ในอารักขาของศุลกากรถึงสองเดือนโดยไม่มีใบ
ขนสินค้าอันได้รับรอง
และไม่ได้เสียอากร
หรือวางประกันค่าอากรที่พึงเรียกเก็บแก่ของ นั้น
เมื่อธิบดีได้ให้คำบอกกล่าวไปยังตัวแทนของเรือที่นำของเข้ามานั้นสิบห้าวันแล้ว
ให้ อธิบดีมีอำนาจสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ทำลาย
หรือนำของนั้นออกขายทอดตลาด หรือให้
ตัวแทนนั้นส่งของออกไปนอก
ราชอาณาจักร
ถ้าอธิบดีเห็นว่าการขายทอดตลาดตามวรรคหนึ่งจะไม่ได้เงินเท่าที่ควร อธิบดี
จะสั่งระงับการขายทอดตลาดและให้
ขายโดยวิธีอื่นก็ได้
และในกรณีที่การขายทอดตลาด
หรือขายโดยวิธีอื่นดังกล่าวจะไม่ได้เงินคุ้มค่าภาษี
ให้จำหน่ายของนั้นตาม
แต่อธิบดีจะสั่ง
ข้อ
๑๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๓ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธ ศักราช ๒๔๖๙
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๑๐) พุทธศักราช
๒๔๘๓ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา
๖๓ เงินที่ได้จากการขายตามมาตรา ๖๑ นั้นให้หักใช้ค่าภาษี ค่าเก็บ รักษา
ค่าย้ายขน หรือค่าภาระติดพัน
อย่างอื่นอันค้างชำระแก่กรมศุลกากรเสียก่อน
เหลือ เท่าใดให้ใช้ค่าภาระติดพันต่าง ๆ
อันสมควรจะได้และค้างชำระแก่ตัวแทน
ของเรือที่นำ ของเข้ามา
เมื่อได้หักใช้เช่นนี้แล้ว ยังมีเงินเหลืออยู่อีกเท่าใดให้ตกเป็นของแผ่นดิน
เว้นแต่ เจ้าของจะได้เรียกร้องเอา
ภายในหกเดือน นับแต่วันขาย
ข้อ
๑๒ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๗ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธ ศักราช ๒๔๖๙
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา
๘๗ เมื่อได้ยื่นใบขนสินค้า และได้ขนของขึ้นเพื่อเก็บในคลังสินค้า ทัณฑ์บน
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดรายการ ละเอียดแห่งของนั้นไว้ และเมื่อพอใจว่าได้มี
การปฏิบัติครบถ้วนตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับแล้ว ให้เขียนคำรับรองว่าของ
นั้นได้เก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนถูกต้องแล้ว
ข้อ
๑๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๘ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธ ศักราช ๒๔๖๙
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๑๐) พุทธศักราช ๒๔๘๓
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๘๘ รายการละเอียดแห่งของที่ได้จดไว้ตามมาตรา ๘๗ ให้ใช้
สำหรับประเมินอากรแก่ของนั้น แต่ในกรณีที่
ได้ใช้ของดังกล่าวในการผลิต
หรือผสม หรือประกอบในคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า
ให้คำนวณปริมาณที่ใช้ไป
ตามสูตรที่อธิบดีเห็นชอบหรือที่อธิบดีประกาศกำหนด
ให้งดเว้นการเก็บอากรขาเข้าและอากรขาออกแก่ของที่ปล่อยออกไปจากคลัง
สินค้าทัณฑ์บนเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร
ทั้งนี้ไม่ว่าจะส่งออกในสภาพเดิมที่นำเข้า หรือในสภาพที่ได้ผลิต หรือผสม
หรือประกอบเป็นของอื่น
ข้อ
๑๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๒ แห่งพระราชบัญญัติศลกากร พุทธ ศักราช ๒๔๖๙
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พุทธศักราช
๒๔๘๒
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๑๑๒ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่ามีปัญหาเกี่ยวกับจำนวนค่า
อากรสำหรับของที่กำลังผ่านศุลกากร
ให้นำของนั้นไปยังศุลกสถาน
หรือนำไปเก็บไว้ใน ที่มั่นคงแห่งใดแห่งหนึ่ง
เว้นแต่พนักงานเจ้าหน้าที่และเจ้าของหรือตัวแทนจะ
ตกลงกัน
ยอมให้เอาแต่ตัวอย่างของไว้วินิจฉัยปัญหาและเพื่อรักษาประโยชน์รายได้ของแผ่นดิน
ให้ ชำระอากรตามจำนวน
ที่ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออก แล้วแต่กรณี
สำแดงไว้ในใบขน สินค้า
และให้วางเงินเพิ่มเติมเป็นประกันจนครบจำนวนเงิน
อากรสูงสุดที่อาจจะพึงต้อง
เสียสำหรับของนั้น แต่อธิบดีจะประกาศกำหนดให้รับการค้ำประกันของกระทรวงการ
คลังหรือ
ธนาคารแทนการวางเงินเพิ่มเติมเป็นประกันดังกล่าว
โดยอาจกำหนดให้ปฏิบัติ ตามเงื่อนไขที่เห็นสมควรก็ได้
ข้อ
๑๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๑๒ ทวิ มาตรา ๑๑๒ ตรี มาตรา ๑๑๒
จัตวา และมาตรา ๑๑๒ เบญจ
แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙
มาตรา
๑๑๒ ทวิ ในกรณีที่มีการวางประกันค่าอากรตามมาตรา ๑๑๒ เมื่อ
พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประเมินเงินอากร
อันพึงต้องเสียและแจ้งให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่ง
ของออก แล้วแต่กรณีทราบแล้ว ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกต้องชำระเงิน
อากรตาม
จำนวนที่ได้รับแจ้งให้ครบถ้วนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
ในกรณีที่มีการวางเงินประกันและเงินประกันที่วางไว้คุ้มค่าอากรที่พนักงาน
เจ้าหน้าที่ประเมินแล้ว
ให้เก็บเงินประกัน
ดังกล่าวเป็นค่าอากรตามจำนวนที่ประเมินได้ ทันที
และให้ถือเสมือนว่าผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกได้ชำระเงินอากรที่ได้
รับแจ้งภาย
ในเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งแล้ว
ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกอาจอุทธรณ์การประเมินเงินอากรตามวรรค
หนึ่งต่ออธิบดี
หรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย
ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการ
ประเมินโดยปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด
แต่ในกรณีที่จะต้องชำระอากร
เพิ่มหรือ เงินประกันไม่คุ้มค่าอากร
การอุทธรณ์ดังกล่าวไม่เป็นเหตุทุเลาการชำระเงินอากรตาม
จำนวนที่พนักงานเจ้าหน้าที่
ประเมินไว้
เว้นแต่อธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายจะเห็นสม
ควรผ่อนผันตามคำขอทุเลาของผู้อุทธรณ์
มาตรา ๑๑๒ ตรี ในกรณีที่ผู้นำของเข้าหรือส่งของออกมิได้ชำระเงินอากร
ให้ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนดใน
วรรคหนึ่ง แห่งมาตรา ๑๑๒ ทวิ
หรือมิได้ปฏิบัติตาม ระเบียบหรือเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา ๔๐
หรือมาตรา ๔๕
อธิบดีหรือผู้ที่
อธิบดีมอบหมายจะเรียกเงินเพิ่มอีกไม่เกินร้อยละยี่สิบของจำนวนค่าอากรที่ต้องเสียหรือ
เสียเพิ่มก็ได้ เงินเพิ่มนี้ให้ถือเป็นเงินอากร
มาตรา ๑๑๒ จัตวา เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากร
ที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม
ให้เรียกเก็บเงิน
เพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำ
มาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก
จนถึง
วันที่นำเงินมาชำระ
แต่มิให้เรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวในกรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา
๑๐๒ ตรี อนุมาตรา ๓
ในกรณีที่มีการเปลี่ยนการค้ำประกันเป็นการวางเงินประกันหลังการส่งมอบ
หรือส่งของออก
ให้เรียกเก็บและคำนวณ
เงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่า
อากรโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก
จนถึงวันที่นำเงินมาวาง แทนการค้ำประกัน
แต่ในกรณีที่เงินประกันที่นำมาวางแทนนั้นไม่คุ้มค่าอากร ให้เรียก
เก็บเงินเพิ่มสำหรับ จำนวนค่าอากรที่
ต้องเสียเพิ่มตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่งอีกด้วย
ในการคำนวณเงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง เศษของเดือนให้นับเป็น
หนึ่งเดือน และเงินเพิ่มนั้นให้ถือเป็น
เงินอากร
ในกรณีที่ต้องคืนเงินอากรหรือเงินประกันค่าอากรเพราะเหตุที่ได้เรียกไว้เกิน
จำนวนอันพึงต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้คืน
พร้อมด้วยดอกเบี้ยอีกร้อยละ
๐.๖๒๕ ต่อเดือน ของจำนวนที่ต้องคืนโดยไม่คิดทบต้น
นับแต่วันที่ได้ชำระค่าอากรหรือวางเงิน
ประกันค่า
อากรครั้งสุดท้ายจนถึงวันที่มีการอนุมัติให้จ่ายคืนในกรณีที่มีการเปลี่ยนการค้ำประกัน
เป็นการวางเงินประกันหลัง
การส่งมอบหรือส่งของออก
การคำนวณดอกเบี้ยสำหรับ จำนวนเงินประกันที่ต้องคืน
ให้นับตั้งแต่วันวางเงินประกันครั้งสุดท้าย
แทนการค้ำ ประกัน
จนถึงวันที่อนุมัติให้จ่ายคืน การคำนวณดอกเบี้ยตามวรรคนี้
เศษของเดือนให้นับ เป็นหนึ่งเดือน
ดอกเบี้ย
ที่ต้องจ่ายนี้ให้ถือเป็นเงินอากรที่ต้องจ่ายคืน
มาตรา
๑๑๒ เบญจ ในกรณีที่ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกค้างชำระค่าอากร
อธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายมี
อำนาจกักของใดๆ
ของผู้นั้นที่กำลังผ่านศุลกากรหรืออยู่
ในความกำกับตรวจตราของศุลกากรด้วยประการใดๆ จนกว่าจะได้
ชำระเงินอากรที่ค้าง ให้ครบถ้วน
และถ้ามิได้ชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันที่กักของเช่นว่านั้น ให้อธิบดีมี
อำนาจสั่งให้นำ
ของนั้นออกขายทอดตลาด และเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดนี้
ให้หักค่า อากรค้างชำระ ค่าอากรสำหรับของที่ขายทอดตลาด
ค่าเก็บรักษา
ค่าย้ายขน และค่าภาระ ติดพันอย่างอื่นอันค้างชำระแก่ศุลกากรเสียก่อน
เหลือเท่าใดให้ใช้ค่าภาระติดพันต่างๆ อัน
สมควรจะได้แก่ผู้เก็บรักษา
ถ้ายังมีเหลืออยู่อีกก็ให้จ่ายแก่ตัวแทนของเรือที่นำของที่ขาย
ทอดตลาดเข้ามา
เมื่อได้หักใช้เช่นนี้
แล้วยังมีเงินเหลืออยู่อีกเท่าใดให้ตกเป็นของแผ่นดิน
เว้นแต่เจ้าของจะได้เรียกร้องเอาภายในหกเดือนนับแต่วันขายทอดตลาด
ข้อ
๑๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกการ
(ฉบับที่ ๗) พุทธศักราช
๒๔๘๐
มาตรา ๕ ทวิ ในกรณีที่ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกหรือผู้ขนส่ง มีเหตุจำ
เป็นและแสดงความจำนงล่วงหน้า
ต่ออธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายว่าจะขนส่งของผ่าน
เขตแดนใดๆ ทางบกหรือตอนใดแห่งเขตแดนนั้นตามทางอื่นนอกจาก
ทางอนุมัติ
อธิบดี หรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายอาจอนุญาตเป็นหนังสือให้ขนส่งตามทางที่ขอ
โดยจะกำหนด เงื่อนไขใน การ
ปฏิบัติประการใดก็ได้
ให้ถือว่าทางที่ได้อนุญาตเช่นว่านี้เป็นทางอนุมัติ เฉพาะคราว
ข้อ
๑๗ ให้ยกเลิกมาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่
๙) พุทธศักราช ๒๔๘๒
ข้อ
๑๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙)
พุทธศักราช ๒๔๘๒
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๑๙ ของใดที่พิสูจน์เป็นที่พอใจอธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายว่า
เป็นของรายเดียวกัน กับที่นำเข้ามาใน
ราชอาณาจักร และเสียอากรแล้ว
ถ้าส่งกลับออกไป
ยังเมืองต่างประเทศหรือส่งกลับไปเป็นของใช้สิ้นเปลืองในเรือเดินทางไป
เมืองต่าง
ประเทศ
ให้คืนเงินอากรขาเข้าให้แก่ผู้นำของเข้าเก้าในสิบส่วนหรือส่วนที่เกินหนึ่งพัน
บาทของจำนวนที่ได้เรียกเก็บไว้
โดยคำนวณตามใบขนสินค้าขาออกแต่ละฉบับ
แล้วแต่ จำนวนใดจะสูงกว่า ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้
(ก)
ระหว่างที่อยู่ในราชอาณาจักร ของนั้นมิได้ใช้ประโยชน์ด้วยประการใด ๆ
เว้นแต่เพื่อวัตถุประสงค์ในการส่งของ
นั้นกลับออกไป
และมิได้เปลี่ยนแปลงรูป ลักษณะใด
ๆ
(ข) ของนั้นได้ส่งกลับออกไปทางท่าหรือที่สำหรับการส่งออกซึ่งของที่ขอ
คืนอากรขาเข้า
(ค) ของนั้นได้ส่งกลับออกไปภายในหนึ่งปีนับแต่วันนำเข้า
และ
(ง) ต้องขอคืนเงินอากรภายในหกเดือนนับแต่วันที่ส่งของนั้นกลับออกไป
อธิบดีมีอำนาจออกข้อบังคับว่าด้วยการ
พิสูจน์ของ การส่งของกลับออกไป
การจัดทำ และ ยื่นเอกสารต่าง ๆ การคำนวณเงินอากรที่พึงคืนให้
และวิธีการอื่น ๆ
เกี่ยวกับ
การขอคืนเงินอากรนี้
ข้อ
๑๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับ ที่ ๙)
พุทธศักราช ๒๔๘๒ ซึ่งแก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่
๑๓) พ.ศ. ๒๔๙๙
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๑๙ ทวิ ของที่ส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศหรือส่งไปเป็นของใช้
สิ้นเปลืองในเรือเดินทางไปเมืองต่างประเทศ
ถ้าพิสูจน์เป็นที่พอใจอธิบดีหรือผู้ที่อธิบดี มอบหมายว่าได้ผลิต หรือผสม
หรือประกอบ หรือบรรจุด้วยของที่นำเข้ามาในราชอาณา
จักร
ให้คืนเงินอากรขาเข้าสำหรับของดังกล่าวที่ได้เรียกเก็บไว้แล้วให้แก่ผู้นำของเข้า
ตาม หลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(ก) ของที่นำเข้ามานั้นมิใช่ของที่กฎกระทรวงระบุห้ามคืนเงินอากร
(ข) ปริมาณของที่นำเข้าซึ่งใช้ในการผลิต หรือผสม หรือประกอบ หรือ
บรรจุเป็นของที่ส่งออก ให้ถือตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีเห็นชอบหรือประกาศกำหนด
(ค)
ของนั้นได้ส่งออกไปทางท่าหรือที่สำหรับการส่งออกซึ่งของที่ขอคืนอากรขาเข้า
(ง)
ของนั้นได้ส่งออกไปภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นำของซึ่งใช้ในการผลิตหรือผสม
หรือประกอบเป็นของที่ส่งออก
หรือใช้บรรจุของที่ส่งออก
เข้ามาในราชอาณาจักร
และ
(จ) ต้องขอคืนเงินอากรภายในหกเดือนนับแต่วันที่ส่งของนั้นออกไป
แต่อธิบดีจะขยายเวลาออกไปตามที่เห็นสมควรก็ได้
อธิบดีมีอำนาจออกข้อบังคับว่าด้วยการพิสูจน์ของ
การส่งออกไป การจัดทำ และยื่นเอกสารต่างๆ การคำนวณเงินอากรที่
พึงคืนให้ และวิธีการอื่น ๆ เกี่ยวกับการขอ คืนเงินอากรนี้
ข้อ
๒๐ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๙ ตรี แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร
(ฉบับที่ ๙) พุทธศักราช ๒๔๘๒
มาตรา ๑๙ ตรี เมื่อผู้นำของเข้าแสดงความจำนงว่า ของที่นำเข้าจะใช้เฉพาะ
ในการผลิต หรือผสม หรือประกอบ
หรือบรรจุเพื่อการส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศ
หรือส่งไปเป็นของใช้สิ้นเปลืองในเรือเดินทางไปเมืองต่างประเทศ
อธิบดีหรือ
ผู้ที่อธิบดี
มอบหมายจะอนุญาตให้รับการค้ำประกันของกระทรวงการคลัง หรือธนาคารแทนการ
ชำระอากรขาเข้าที่ต้องเสีย
โดยอาจกำหนดเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้
เมื่อมีการส่ง ออกซึ่งของที่จะได้คืนเงินอากรตามมาตรา ๑๙ ทวิ
ก็ให้คืนประกันโดยถือเสมือนว่าเป็น การคืนเงินอากร
ข้อ
๒๑ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวัน
ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป