พระราชกำหนด
แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙
พ.ศ. ๒๕๒๘

           พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
               โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
               อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ดังต่อไปนี้

           มาตรา ๑ พระราชกำหนดนี้เรียกว่า “พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙
พ.ศ. ๒๕๒๘”

           มาตรา ๒ พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้บแต่วันถัดจากวันประกาศในราช กิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

           มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นหมวด ๑ ทวิ มาตรา ๒ ทวิ มาตรา ๒ ตรี มาตรา ๒ จัตวา มาตรา ๒ เบญจ
มาตรา ๒ ฉ มาตรา ๒ สัตต และมาตรา ๒ อัฎฐ แห่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙

“หมวด ๑ ทวิ คณะกรรมการวินิจฉัยอากรศุลกากร

           มาตรา ๒ ทวิ ให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยอากรศุลกากร ประกอบด้วย ปลัด กระทรวงการคลังเป็นประธาน
กรรมการ อธิบดีกรมศุลกากร อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพสามิต ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
เลขาธิการคณะ กรรมการกฤษฎีกา และผู้ทรงคุณวุฒิอีกจำนวนสามคน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ
               ให้คณะกรรมการแต่งตั้งข้าราชการสังกัดกระทรวงการคลังเป็นเลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ

           มาตรา ๒ ตรี ให้กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา ๒ ทวิ มีวาระอยู่ ในตำแหน่งคราวละสามปี กรรมการซึ่ง
พ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งเป็น กรรมการอีกได้

           มาตรา ๒ จัตวา นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๒ ตรี กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจาก
ตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) รัฐมนตรีให้ออก
(๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นบุคคลล้ม ละลาย
(๕) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับ ความผิดที่ได้
กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

           ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้อื่นเป็น กรรมการแทน กรรมการซึ่งได้รับ
แต่งตั้งตามวรรคสอง อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน

           มาตรา ๒ เบญจ การประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยอากรศุลกากร ต้องมี กรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
ของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงเป็นองค์ประชุม
               ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่ง เป็นประธานในที่ประชุม
               มติของคณะกรรมการให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งใน การลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียง หนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

           มาตรา ๒ ฉ ให้กรรมการในคณะกรรมการวินิจฉัยอากรศุลกากร เป็นเจ้า พนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

           มาตรา ๒ สัตต คณะกรรมการตามมาตรา ๒ ทวิ มีอำนาจดำเนินการ

(๑) กำหนดขอบเขตในการใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่
(๒) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการตรวจสอบและประเมิน ภาษีอากร
(๓) วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับภาษีอากรที่กรมศุลกากรเสนอความเห็น
(๔) ให้คำปรึกษาหรือเสนอแนะแก่รัฐมนตรีในการจัดเก็บภาษีอากร การกำหนดตาม (๑)
และ(๒) เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
แล้วให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตาม

              คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยอากรศุลกากรตาม (๓) ให้เป็นที่สุด และ ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย
ในภายหลัง คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงนั้นมิให้มีผลใช้ บังคับย้อนหลังเว้นในกรณีที่มีคำพิพากษาอันถึงที่สุด มีผลเป็นการ
เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการตามคำพิพากษาในส่วนที่เป็นโทษย้อนหลังได้ เฉพาะบุคคล
ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น

          มาตรา ๒ อัฏฐ กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งซึ่งมีส่วนได้เสียในเรื่องใดที่ต้อง วินิจฉัยตามมาตรา ๒ สัตต (๓)
จะเข้าร่วมประชุมหรือลงมติในเรื่องนั้นมิได้”