พระบาทสมเด็จพระปริมนทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ
ให้ประกาศว่าโดยที่เป็น
การสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ
และยินยอมของสภาผุ้แทนราษฎร ดั่งต่อไปนี้
มาตรา
๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ.
๒๔๙๗
มาตรา
๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราช
กิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา
๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธ ศักราช
๒๔๖๙ ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙)
พุทธศักราช ๒๔๘๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา
๒๔ สิ่งใดๆ อันจะพึงต้องริบตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงาน ศุลกากร
พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ
มีอำนาจยึดในเวลาใดๆ และ ณ ที่ใดๆ ก็ได้
สิ่งที่ยึดไว้นั้น
ถ้าเจ้าของหรือผู้มีสิทธิไม่มายื่นคำร้องเรียกเอาภายในกำหนด
หกสิบวันสำหรับยานพาหนะที่ใช้การ
กระทำผิด สามสิบวันสำหรับสิ่งอื่น
นับแต่วันที่ยึด ให้ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของ และให้ตกเป็นของแผ่นดิน
มาตรา
๔ ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา ๖ (๒) มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา
๒๑ มาตรา ๒๒
มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๘ มาตรา ๕๓
มาตรา ๕๕ มาตรา ๕๗ มาตรา ๖๐ มาตรา ๖๖
มาตรา ๗๐ มาตรา ๗๒ มาตรา ๗๔ มาตรา
๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๓ มาตรา ๙๙ มาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๑๔
มาตรา ๑๑๕ และมาตรา
๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙
และให้ใช้อัตราโทษต่อไปนี้แทน
มาตรา
๖ (๒)..... ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่
เกินหกเดือน
มาตรา
๑๕ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา
๑๘ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
มาตรา
๑๙ ........
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา ๒๑ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา ๒๒ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา
๒๘ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
หรือจะให้ริบตัวเรือนั้นไว้ก็ได้
มาตรา ๒๙ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
มาตรา
๓๐ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
และของนั้นให้ริบเสีย
มาตรา ๓๓ ........
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
มาตรา
๓๘ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา
๕๓ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสี่พันบาท
มาตรา ๕๕ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
มาตรา ๕๗ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสี่พันบาท
มาตรา ๖๐ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
หรือสามเท่าจำนวนค่าภาษีที่ขอคืน หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน
มาตรา
๖๖ ........
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา ๗๐ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา
๗๒ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา ๗๔ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท และสินค้าที่ได้
บรรทุกลง หรือขนขึ้น หรือวาง
หรือเหลืออยู่ในเรือนั้น
ให้ริบเสีย
มาตรา ๙๐ ........ ต้องระวางโทษปรับครั้งหนึ่งๆ ไม่เกินหนึ่งพันบาท
มาตรา ๙๑ ........ ต้องระวางโทษปรับครั้งหนึ่งๆ
ไม่เกินหนึ่งพันบาทสำหรับหีบห่อหนึ่งๆ ที่ไม่ได้แสดง
นอกจาก
ค่าภาษีที่ต้องเสียสำหรับของนั้น
มาตรา ๙๓ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน
มาตรา ๙๙ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน
มาตรา ๑๑๐ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท.....
มาตรา
๑๑๔ ........
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา ๑๑๕ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา ๑๑๙ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา ๕
ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา ๔๙ และมาตรา ๖๘ แห่งพระราช บัญญัติศุลกากร
พุทธศักราช ๒๔๖๙
ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากรแก้
ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๗๔ และให้ใช้อัตราโทษต่อไปนี้แทน
มาตรา ๔๙ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท.....
มาตรา ๖๘ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา
๖ ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ แห่งพระราช
บัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๗) พุทธศักราช ๒๔๘๐ และให้ใช้อัตราโทษต่อไป นี้แทน
มาตรา ๑๑ ........ ต้องระวางโทษปรับครั้งหนึ่งๆ
ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท.....
มาตรา ๑๒ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา
๗ ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๒๒
แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๘)
พุทธศักราช ๒๔๘๐
และให้ใช้อัตราโทษต่อไป
นี้แทน
มาตรา ๑๕ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา ๑๖ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา ๒๒ ........ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา
๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๐๒ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธ ศักราช ๒๔๖๙
ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พุทธศักราช
๒๔๘๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๑๐๒ ภายในบังคับแห่งมาตรา ๑๐๒ ทวิ ถ้าบุคคลใดจะต้องถูก
ฟ้องตามพระราชบัญญัตินี้ และบุคคลนั้น
ยินยอมและใช้ค่าปรับ
หรือได้ทำความตกลง หรือทำทัณฑ์บน หรือให้ประกันตามที่อธิบดีจะเห็นสมควรแล้ว
อธิบดีจะงดการ
ฟ้องร้อง เสียก็ได้
และการที่อธิบดีงดการฟ้องร้องเช่นนี้ให้ถือว่าเป็นอันคุ้มผู้กระทำผิดนั้น
ในการที่
จะถูกฟ้องร้องต่อไปในกรณี
แห่งความผิดอันนั้น
ในกรณีความผิดเกี่ยวกับอากรเล็กๆ น้อยๆ จะออกกฎกระทรวงมอบอำนาจ
ให้พนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบ
ปรับและงดการฟ้องร้องก็ได้
ในกรณีที่อธิบดีเห็นสมควรที่จะฟ้องบุคคลใดฐานกระทำหรือยื่นคำสำแดง
หรือบันทึกเรื่องราวซึ่งเป็นความเท็จ
หรือเป็นความไม่บริบูรณ์
หรือเป็นความชักพาให้ผิด หลงในรายการใดๆ หรือฐานหลีกเลี่ยง
หรือพยายามหลีกเลี่ยงด้วยประการ
ใดๆ บรรดา
การเสียอากรตามจำนวนที่ควรต้องเสีย หรือการกำกัด หรือการห้าม
ให้อธิบดีบันทึกความ เห็นว่า
เป็นเพราะเหตุใด
จึงควรฟ้องผู้กระทำผิด
มาตรา
๙ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๐๒ ทวิ และมาตรา ๑๐๒ ตรี
แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช
๒๔๖๙
(มาตราที่เพิ่มขึ้นนี้ได้นำไปพิมพ์ไว้ต่อท้ายมาตรา ๑๐๒ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร
พ.ศ. ๒๔๖๙ แล้ว จึงไม่พิมพ์ลงไว้อีก)
มาตรา
๑๐ ถ้าปรากฏว่า ผู้ใดมีสิ่งซึ่งต้องห้าม หรือสิ่งซึ่งมีเหตุอันควรสงสัย
ว่าเป็นสิ่งต้องกำกัด หรือเป็นสิ่งลักลอบ
หนีศุลกากรไว้ในครอบครอง
ให้อธิบดี พนักงาน ศุลกากรผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นพิเศษจากอธิบดี
พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ
มีอำนาจ
บันทึกข้อเท็จจริงที่ตนเองได้พบเห็น
บันทึกนี้ถ้าเสนอต่อศาลในเมื่อมีการดำเนินคดี ให้
สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นความ
จริงตามข้อเท็จจริงที่จดแจ้งไว้ในบันทึกนั้น
และผู้นั้นได้ นำสิ่งนั้นเข้ามาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
หรือนำเข้ามาโดยการลักลอบ
หนีศุลกากร แล้วแต่ กรณี
เว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น
ให้นำบทบัญญัติในวรรคก่อนมาใช้บังคับแก่การกระทำผิดต่อกฎหมายว่า
ด้วยการควบคุมการส่งออกไปนอก และการ
นำเข้า
มาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง
และกฎหมายว่าด้วยการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรด้วย
มาตรา
๑๑ สิ่งที่ยึดไว้ก่อนวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ เมื่อยึดไว้ครบ
สามสิบวันนับแต่วันใช้บังคับพระราช
บัญญัตินี้
ถ้าเจ้าของหรือผู้มีสิทธิไม่มายื่นคำร้อง เรียกเอา
ให้ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของ และให้ตกเป็นของแผ่นดิน
มาตรา
๑๒ เมื่อเห็นเป็นการสมควรกำหนดเขตท้องที่ใดเป็นเขตควบคุม ศุลกากร
ให้ประกาศพระราชกฤษฎีกา
กำหนดเขตท้องที่นั้นเป็นเขตควบคุมศุลกากร
ภายในเขตควบคุมศุลกากร
ให้
บรรดาโรงเรือน หรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น ตกอยู่ในอำนาจการตรวจค้น
ของพนักงานศุลกากรตลอดไป
ไม่ว่าใน
เวลากลางวันหรือกลางคืนโดยไม่ต้องมีหมายค้น
แต่ในการใช้อำนาจดั่งกล่าวแต่ละคราว
พนักงานศุลกากรต้องแสดงว่าตนมีเหตุ
อันสมควร ที่จะใช้อำนาจนั้น
และต้องแสดงบัตรประจำตัวว่าเป็นพนักงานศุลกากรด้วย
บรรดายานพาหนะซึ่งเข้าใน หรือออกไป หรือพักอยู่ใน หรือผ่านเขตนั้น ตก
อยู่ในอำนาจการตรวจค้นทำนองเดียวกัน
บรรดาบุคคลซึ่งสัญจรไปมาภายในเขตนั้นอยู่ในอำนาจการตรวจค้นทำนอง
เดียวกัน
แต่ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่า
บุคคลดั่งกล่าวนั้นได้กระทำผิดต่อกฎหมายว่าด้วย
ศุลกากร และบุคคลนั้นไม่สามารถแสดงเหตุผลของตนให้เป็นที่พอใจของ
พนักงาน
ศุลกากร พนักงานศุลกากรมีอำนาจจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ
แล้วนำส่งตำรวจเพื่อ ดำเนินการตามกฎหมาย
อำนาจการตรวจค้นของพนักงานศุลกากร
เกี่ยวกับโรงเรือนหรือ อสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น
ในเวลากลางคืนจะต้อง
เป็นพนักงานศุลกากรผู้ได้รับแต่งตั้งเป็น
พิเศษจากอธิบดี
มาตรา
๑๓ ภายในเขตควบคุมศุลกากร อธิบดีมีอำนาจประกาศให้ผู้ทำการ
ค้าสินค้าชนิดใด ตามลักษณะเงื่อนไขใด
ที่อธิบดีกำหนดไว้
จัดให้มีสมุดควบคุมตามแบบ ที่อธิบดีกำหนด
และให้ลงรายการในขณะที่ได้รับและจำหน่ายสินค้าชนิดนั้น
ในการประกอบการค้าเป็นรายวันในสมุดนั้น
การประกาศให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศตามความในวรรคก่อน
ให้ผู้ทำการค้าจัดให้มีสมุดควบคุมและลงรายการ
ในสมุดควบคุมเป็นรายวัน
ถ้าการตรวจแสดงให้เห็นว่ามีสินค้าขาดหรือเกินจำนวนที่ควรจะปรากฏตาม
สมุดควบคุม ในเมื่อคำนึงถึงจำนวน
สินค้า
ที่ผู้ทำการค้าสมควรมีไว้เพื่อใช้สอยเอง และให้ ครอบครัวใช้สอยตามปกติแล้ว
ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า สินค้าซึ่งขาด
หรือเกินนั้นได้นำ
มาไว้ในครอบครองของผู้ทำการค้า หรือย้ายขนไปโดยผิดกฎหมาย แล้วแต่กรณี
โดยยัง ไม่ได้ชำระค่าอากร
มาตรา
๑๔ อธิบดีมีอำนาจประกาศระบุบริเวณพิเศษในเขตควบคุมศุลกากร
ซึ่งจะต้องอยู่ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติ
มาตรานี้
และให้มีแผนที่แสดงเขตของบริเวณดั่ง กล่าวต่อท้ายประกาศนั้น
การประกาศให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ภายในบริเวณพิเศษนั้น
ผู้ใดมีสินค้าเพื่อการค้าของตนหรือของผู้อื่น ให้ สันนิษฐานไว้ก่อนว่า
สินค้านั้นเป็นสินค้าที่ยัง
ไม่ได้ ชำระค่าอากร เว้นแต่จะแสดงให้เป็น
ที่พอใจว่าได้ชำระอากรแล้ว
ห้ามมิให้ผู้ใดทำการขนสินค้าเข้าไป หรือออกมา หรือขนภายในบริเวณพิเศษ นั้น
เว้นแต่จะมีใบอนุญาตขนซึ่งพนักงาน
ศุลกากรได้ออกให้ และต้องแสดงใบอนุญาต
ขนนั้นเมื่อพนักงานศุลกากรเรียกร้อง
มาตรา
๑๕ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง มีความผิดต้อง
ระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา
๑๖ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๔ วรรคสาม มีความผิดต้องระวางโทษปรับ
ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา
๑๗ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราช บัญญัตินี้