พระราชบัญญัติศุลกากร
(ฉบับที่ ๙)
พุทธศักราช ๒๔๘๒

              โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ ศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙
              จึ่งมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยิน ยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดั่งต่อไปนี้

           มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พุทธศักราช ๒๔๘๒”

           มาตรา ๒ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

           มาตรา ๓ ให้ยกเลิกมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ และให้เติมวรรคใหม่ต่อท้าย
มาตรา ๒ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ ดั่งต่อไปนี้
              “คำว่า “ราคาอันแท้จริงในท้องตลาด” หรือ “ราคา” แห่งของอย่างใดนั้น หมายความว่า ราคาขายส่งเงินสด
(ในส่วนของขาเข้า ไม่รวมค่าอากร) ซึ่งจะพึงขายของ ประเภทและชนิดเดียวกันได้โดยไม่ขาดทุน ณ เวลาและที่ที่นำของเข้า
หรือส่งของออก แล้วแต่กรณี โดยไม่มีหักทอนหรือลดหย่อนราคาอย่างใด
               คำว่า “อากร” หมายความว่า ค่าภาษี ค่าอากร ค่าธรรมเนียมหรือค่าภาระติด พันในทางศุลกากร หรืออากรชั้นใน”

           มาตรา ๔ ให้เติมวรรคใหม่ต่อท้ายมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ ดั่งต่อไปนี้
              “ของที่ยึดไว้นั้น ถ้าเจ้าของหรือผู้มีสิทธิไม่มายื่นคำร้องเรียกเอาภายใน กำหนดหกเดือนนับแต่วันที่ยึด ก็ให้ตกเป็นของ
แผ่นดิน”

           มาตรา ๕ ให้เติมวรรคใหม่ต่อท้ายมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ ดั่งต่อไปนี้
              “ถ้าของที่ยึดไว้นั้นเป็นของเสียง่าย หรือถ้าหน่วงช้าไว้จะเป็นการเสี่ยงความ เสียหาย หรือค่าใช้จ่าย จะเกินส่วนกับค่า แห่งของนั้น อธิบดีจะสั่งให้ขายทอดตลาดก่อน ริบก็ได้ และเงินค่าขายของนั้นเมื่อได้หักค่าใช้จ่ายและค่าภาระติดพันทั้งปวง
ออกแล้วให้ ถือไว้แทนของ”

           มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในตอนท้ายมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ เกี่ยวกับ
อัตราโทษ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
              “สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ให้ปรับเป็นเงินสามเท่าราคาของซึ่งได้รวมค่า อากรเข้าด้วยแล้ว แต่ไม่ให้ต่ำกว่า
หนึ่งร้อยบาท และไม่ให้สูงกว่าแปดพันบาท หรือจำคุก ไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ”

           มาตรา ๗ ให้เติมวรรคใหม่ต่อท้ายมาตรา ๑๐๒ แห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ ดังต่อไปนี้
              “ในกรณีที่อธิบดีเห็นสมควรที่จะฟ้องบุคคลใดฐานกระทำหรือยื่นคำสำแดง หรือบันทึกเรื่องราวซึ่งเป็นความเท็จ
หรือเป็นความไม่บริบูรณ์ หรือเป็นความชักพาให้ผิด หลงในรายการใด ๆ หรือฐานหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงด้วย
ประการใดๆ บรรดา การเสียอากรตามจำนวนที่ควรต้องเสีย หรือการจำกัดหรือการห้าม ให้อธิบดีบันทึกความ เห็นว่าเป็น
เพราะเหตุใดจึ่งควรฟ้องผู้กระทำผิด”

              มาตรา ๘ ให้เติมวรรคใหม่ต่อท้ายมาตรา ๑๑๒ แห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ ดั่งต่อไปนี้
              “คำเรียกร้องของบุคคลใดๆ เกี่ยวกับชนิดของ คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใดๆ หรือเกี่ยวกับ
อัตราอากรที่พึงเก็บแก่ของใดๆ นั้น มิให้รับพิจารณา หลังจากที่ได้เสียอากร และของนั้นๆ ได้ส่งมอบหรือส่งออกไปแล้ว
เว้นไว้แต่จะได้แจ้ง ความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบหรือส่งออก ว่าจะยื่นคำเรียกร้องดั่งกล่าว นั้น และคำเรียก
ร้องนั้นได้ยื่นภายในสองปี นับแต่วันนำของเข้าหรือส่งของออก แล้วแต่ กรณี
              สิทธิเรียกร้องคืนเงินอากรที่เสียเกินไปเฉพาะในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงิน อากรผิด และสิทธิของกรมศุลกากร
ที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุดั่งกล่าวนั้นเป็นอัน ขาด อายุความเมื่อครบกำหนดสองปี นับจากวันที่นำของเข้าหรือส่ง
ของออก แต่บทบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่การเก็บอากร ซึ่งมีผู้ได้หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง”

           มาตรา ๙ ให้ยกเลิกมาตรา ๓๔ มาตรา ๔๒ มาตรา ๕๙ และมาตรา ๖๑ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร
พุทธศักราช ๒๔๖๙

           มาตรา ๑๐ เมื่อนำของใดๆ เข้ามาหรือส่งของใดๆ ออกไป และของนั้นจะ ต้องเสียอากรหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้นำ
ของเข้าหรือผู้ส่งของออกแสดงรายการต่อไปนี้ในใบ ขนสินค้า คือ ชนิดของ คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก ราคาอันแท้จริงใน
ท้องตลาด และราย การอย่างอื่นๆ ตามแต่อธิบดีจะต้องการ และให้ลงนามรับรองในใบขนว่า ข้อความที่ได้ แสดงไว้นั้น
เป็นความสัตย์จริง
               ถ้าไม่พึงสอบทราบราคาอันแท้จริงในท้องตลาดได้ ให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่ง ของออกแสดงค่าแห่งของประเภท
และชนิดเดียวกัน ซึ่งจะพึงส่งมอบได้ ณ ที่ที่นำของเข้า หรือส่งของออกแล้วแต่กรณี แต่ในส่วนของขาเข้าไม่รวมค่าอากร

           มาตรา ๑๑ ก่อนจะขนของใดๆ ออกจากเรือลำใด ให้ผู้นำของเข้ายื่นใบขน สินค้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบ
และมีฉบับคู่เป็นจำนวนเท่าที่อธิบดีต้องการ และถ้า ต้องเสียอากรก็ให้เสียอากรที่พึงเรียกเก็บแก่ของนั้น หรือถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่
สั่งก็ให้วาง เงินเป็นประกันเงินอากรนั้น
               อธิบดีจะอนุญาตให้ขนของใดๆ ออกจากเรือเมื่อมีใบขอเปิดตรวจ ดั่งบัญญัติ ไว้ต่อไปก็ได้ หรือเมื่อมีคำขอของนายเรือ
หรือตัวแทนของเรือที่นำของเข้าก็ได้ โดยให้ ปฏิบัติภายในบังคับแห่งเงื่อนไขตามที่เห็นควรกำหนด
               แต่หีบห่อของส่วนตัวของผู้โดยสารนั้น ไม่ต้องมีใบขนสินค้า และอาจตรวจ ขนขึ้นบกและส่งมอบไปได้ ตามข้อบังคับ
ที่อธิบดีกำหนด

           มาตรา ๑๒ ถ้าผู้นำของใดๆ เข้ามา ไม่สามารถทำใบขนสินค้าสำหรับของ นั้นได้ เพราะยังไม่ทราบรายการบริบูรณ์
จะยื่นใบขอเปิดตรวจตามแบบที่อธิบดีต้องการก็ ได้
               ใบขอเปิดตรวจนั้น เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับรองแล้ว ก็ให้เป็นใบอนุญาต ให้ผู้นำของเข้าตรวจของนั้นได้ และให้
ผู้นำของเข้าตรวจของนั้นต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้า ที่ภายในสามวัน นับแต่วันที่ได้รับรองใบขอเปิดตรวจ แล้วให้ทำใบขน
สินค้ายื่นโดยพลัน
               ถ้าผู้นำของเข้าไม่ยื่นใบขนสินค้าสำหรับของนั้น และไม่เสียอากรที่พึงเรียก เก็บแก่ของนั้น ถ้าต้องเสีย หรือไม่วางเงิน
เป็นประกันเงินอากร เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สั่ง ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับรองใบขอเปิดตรวจ ก็ให้อธิบดีมีอำนาจสั่ง
ให้นำของ นั้นออกขายทอดตลาดเพื่อใช้ค่าอากร ค่าใช้จ่าย และค่าภาระติดพันอย่างอื่น ๆ ทั้งสิ้น ถ้ามี เงินเหลืออยู่อีกเท่าใด
ก็ให้สั่งจ่ายให้ผู้นำของเข้า

           มาตรา ๑๓ ห้ามมิให้ส่งมอบของใดๆ ไปก่อนที่ของนั้นๆ มีใบขนสินค้าซึ่ง พนักงานเจ้าหน้าที่รับรองแล้ว และถ้าต้อง
เสียอากร ก่อนได้เสียอากรที่พึงเรียกเก็บแก่ของ นั้นโดยถูกต้องแล้วด้วย
               อธิบดีมีอำนาจอนุญาตให้ส่งมอบของไปได้ เมื่อได้วางเงินเป็นประกันเงิน อากรที่กล่าวข้างต้น โดยให้ปฏิบัติภายใน
บังคับ แห่งเงื่อนไขตามที่เห็นควรกำหนด แต่ถ้า ไม่ชำระเงินอากรภายในสามเดือน นับแต่วันส่งมอบของ จะเรียกเงินอากร
เพิ่มขึ้นอีกร้อย ละยี่สิบก็ได้ เงินจำนวนที่เพิ่มนั้นถือเป็นเงินอากร และให้อธิบดีมีอำนาจกักของใดๆ ที่ เป็นของลูกหนี้ และที่กำลัง
ผ่านศุลกากร หรืออยู่ในความกำกับตรวจตราของศุลกากรด้วย ประการใดๆ จนกว่าจะได้ชำระเงินอากรโดยถูกต้อง

           มาตรา ๑๔ ของใดๆ ที่นำเข้าในราชอาณาจักรนั้น รัฐมนตรีอาจออกกฎ กระทรวงกำหนดได้ว่า ก่อนส่งมอบไป
จากความอารักขาของศุลกากร ให้ผู้นำของเข้าปิด แสตมป์ หรือตอกตราของศุลกากรที่ของหรือหีบห่อของนั้นๆ ตามวิธีการ
ที่กำหนดในกฎ กระทรวง

           มาตรา ๑๕ ในกรณีที่ตัวแทนถูกศาลพิพากษาให้ปรับ เพราะได้กระทำการ ใดๆ ที่เป็นความผิดฐานทำหรือยื่น
คำสำแดง หรือบันทึกเรื่องราว หรือเอกสาร ซึ่งเป็น ความเท็จ หรือเป็นความไม่บริบูรณ์ หรือเป็นความชักพาให้ผิดหลงใน
รายการใดๆ หรือ ฐานหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงด้วยประการใดๆ บรรดาการเสียอากรตามจำนวนที่ ควรต้องเสีย หรือ
การกำกัด หรือการห้ามนั้น ตัวการจะต้องรับผิดในทางแพ่งใช้ค่าปรับ นั้น โดยมิพักต้องคำนึงว่าตัวแทนจะสามารถชำระ
ค่าปรับนั้นได้หรือไม่ หรือมิพักต้อง คำนึงว่าตัวแทนได้ถูกจำแทนค่าปรับนั้นแล้วหรือไม่

           มาตรา ๑๖ การกระทำที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗ และมาตรา ๙๙ แห่งพระ ราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช
๒๔๖๙ นั้น ให้ถือว่าเป็นความผิดโดยมิพักต้องคำนึงว่าผู้ กระทำมีเจตนา หรือกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือหาไม่

           มาตรา ๑๗ ของใดๆ อันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราช บัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ ประกอบด้วยมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พุทธศักราช ๒๔๘๒ ท่านให้ริบเสียสิ้น โดยมิพักต้อง
คำนึงว่าบุคคล ผู้ใดจะต้องรับโทษหรือหาไม่

           มาตรา ๑๘ ถ้าของใดยังอยู่ในความรักษาหรือกำกับตรวจตราของศุลกากร ถึงสี่เดือนโดยไม่มีใบขนอันได้รับรอง
และไม่ได้เสียอากรที่พึงเรียกเก็บแก่ของนั้นโดยถูก ต้อง เมื่ออธิบดีได้ให้คำบอกกล่าวไปยังตัวแทนของเรือที่นำของเข้ามานั้น
สิบสี่วันแล้ว ก็ ให้สั่งพนักงานเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนนั้นให้นำของนั้นออกขายทอดตลาด หรือให้ตัวแทน นั้นส่งของกลับออกไป หรือให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือบุคคลผู้ได้รับมอบอำนาจทำลาย ของนั้นเสีย

           มาตรา ๑๙ ของใดๆ ที่พึงพิสูจน์ได้ง่ายว่าเป็นของรายเดียวกันกับที่นำเข้ามา ในราชอาณาจักรและเสียอากรแล้วนั้น
ถ้าส่งกลับออกไปยังเมืองท่าต่างประเทศ หรือส่ง กลับออกไปเป็นของใช้สิ้นเปลืองในเรือเดินทางไปเมืองท่าต่างประเทศ ก็ให้
คืนเงินอากร ให้เป็นจำนวนเท่ากับเจ็ดในแปดส่วนแห่งเงินอากรที่ได้เสียไว้แล้ว หรือเท่ากับเจ็ดในแปด ส่วนแห่งเงินอากรสำหรับ
ของนั้น คำนวณตามพิกัดอัตราอากรขาเข้าที่ใช้อยู่ในขณะที่ส่ง กลับออกไปสุดแล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า แต่การคืนเงินต้อง
อยู่ภายใต้บังคับแห่งเงื่อนไข ดั่งต่อไปนี้คือ
          (ก) ต้องพิสูจน์ให้เป็นที่พอใจพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าของนั้นเป็นของรายเดียว กับที่ได้นำเข้ามา
          (ข) ของนั้นมิให้ใช้ หรือมิได้จัดทำด้วยประการใดๆ เพื่อหากำไร หรือใน ระหว่างเวลาที่ของอยู่ในราชอาณาจักร
ของนั้นมิได้เปลี่ยนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของบุคคล อื่นใด
          (ค) ของนั้นส่งกลับออกไปทางท่าหรือที่สำหรับการส่งออกซึ่งของที่ขอคืน อากรขาเข้า
          (ง) ของนั้นส่งกลับออกไปภายในสองปี นับแต่วันที่นำเข้า
          (จ) เงินอากรที่พึงได้คืนเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่ายี่สิบบาท ให้อธิบดีมีอำนาจออกข้อบังคับศุลกากร ว่าด้วยวิธีการพิสูจน์
ของการส่งของกลับออกไป การยื่นสมุดเอกสารต่างๆ การคำนวณเงินอากรที่พึงคืนให้ และวิธีการอื่นๆ เกี่ยวกับการ ยื่นคำร้อง
ขอคืนเงิน และห้ามมิให้รับพิจารณาคำร้องขอคืนเงินอากรรายใดๆ เว้นไว้แต่จะ ได้ปฏิบัติครบถ้วนถูกต้องแล้วตามข้อบังคับที่
กล่าวนั้น

           มาตรา ๒๐ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีหน้าที่รักษาการให้เป็น ไปตามพระราชบัญญัตินี้