พระราชบัญญัติศุลกากร
(ฉบับที่ ๗)
พุทธศักราช ๒๔๘๐

           โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการศุลกากร ที่เกี่ยวกับเรื่องนำของเข้าหรือส่งของ
ออกทางบก
           จึ่งมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยิน ยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดั่งต่อไปนี้

        มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๗) พุทธศักราช ๒๔๘๐”

        มาตรา ๒ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วัน ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

        มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่จะมีข้อความแสดงให้เห็นเป็นอย่าง อื่น
           “ทางอนุมัติ” ให้หมายความว่า ทางที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้เป็นทางที่ จะใช้ขนส่งของเข้าในหรือออกนอก
ราชอาณาจักรได้ หรือจากเขตแดนทางบกมายังด่าน ศุลกากร หรือจากด่านศุลกากรไปยังเขตแดนทางบกได้
           “ด่านพรมแดน” ให้หมายความว่า ด่านที่ตั้งขึ้นไว้โดยกฎกระทรวง ณ ทาง อนุมัติ เพื่อตรวจของที่ขนส่งโดยทางนั้น
           “ด่านศุลกากร” ให้หมายความว่า ด่านที่ตั้งขึ้นไว้โดยกฎกระทรวง ณ ทาง อนุมัติ เพื่อเก็บศุลกากรแก่ของที่ขนส่งโดย
ทางนั้น และเพื่อตรวจของด้วย
           “การนำของเข้าหรือส่งของออกทางบก” ให้หมายความรวมตลอดถึงการนำ ของเข้าหรือส่งของออกทางลำน้ำ ซึ่งเป็น
เขตแดนทางบกหรือตอนหนึ่งแห่งเขตแดนนั้น แต่ไม่รวมถึงการนำของเข้าหรือส่งของออกทางไปรษณีย์ หรือทางอากาศ
           “เขตแดนทางบก” ให้หมายความว่า เขตแดนทางบกระหว่างราชอาณาจักร กับดินแดนต่างประเทศ และรวมตลอดถึง
ลำน้ำใดๆ ซึ่งเป็นเขตแดนแห่งราชอาณาจักร หรือตอนหนึ่งแห่งเขตแดนนั้น
           “ผู้ควบคุมยวดยาน” หรือ “ผู้ขนส่ง” เมื่อใช้เกี่ยวแก่รถไฟให้หมายความว่า พนักงานรักษารถ
           “พนักงานหรือพนักงานศุลกากร” นอกจากพนักงานต่างๆ ที่ระบุไว้ใน มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๖) พุทธศักราช ๒๔๗๙ แล้ว ให้หมาย ความรวมตลอดถึงพนักงานใดๆ ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้กระทำการเป็นพนักงานศุลกากร ด้วย

         มาตรา ๔ ของใดๆ ที่นำเข้าในหรือส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยผ่านเขต แดนใดๆ ทางบกหรือตอนใดแห่งเขตแดนนั้น อาจมีพระราชกฤษฎีกาให้ยกเงินอากรซึ่ง เรียกเก็บตามพระราชบัญญัติพิกัดอัตราศุลกากรที่ใช้อยู่ในเวลาที่นำเข้าหรือส่งออกนั้น ให้ ทั้งหมดหรือแต่ส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้

         มาตรา ๕ ห้ามมิให้ผู้ใดขนส่งของหรือพยายามขนส่งของผ่านเขตแดนทาง บกเข้าในหรือออกนอกราชอาณาจักรหรือ
ตั้งแต่ เขตแดนทางบกมายังด่านศุลกากร หรือ จากด่านศุลกากรไปยังเขตแดนนั้นตามทางใดๆ นอกจากทางอนุมัติ หรือในเวลาใดๆ นอกจากเวลาที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
            การขนส่งของตามทางอนุมัติในเวลาอื่นนอกจากที่กำหนดตามวรรคก่อนนั้น จะทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์
อักษรจากอธิบดีหรือผู้แทน และต้องปฏิบัติ ตามเงื่อนไขซึ่งอธิบดีกำหนดขึ้นไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะ
           ห้ามมิให้ผู้ใดช่วยเหลือการขนส่งอันต้องห้ามดั่งกล่าวแล้ว หรือเก็บ หรือ ซ่อน หรือยินยอมให้เก็บหรือซ่อน หรือจัดให้เก็บ
หรือซ่อนของใดๆ โดยรู้อยู่แล้วว่าของ นั้นๆ ได้ขนส่งโดยฝ่าฝืนข้อห้ามดั่งกล่าวแล้ว

         มาตรา ๖ อธิบดีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา ห้ามมิให้ผู้ควบคุม เรือลำใด หรือเรือประเภทใดที่ใช้ขนของส่ง
ตามลำน้ำซึ่งเป็นเขตแดนทางบก จอดเทียบท่า เพื่อขนของขึ้นลงตามลำน้ำนั้น ณ ที่ใดๆ เว้นแต่ที่ซึ่งประกาศไว้

         มาตรา ๗ ผู้ขนส่งของอันมิใช่เป็นหีบห่อของส่วนตัวผู้ที่โดยสารในยวดยาน บรรทุกนั้น เมื่อผ่านเขตแดนทางบกเข้า
ไปในราชอาณาจักร ให้ปฏิบัติดั่งต่อไปนี้
         (๑) ให้มีบัญชีสินค้าแสดงรายการของทั้งปวงที่ขนส่งตามแบบที่อธิบดี ต้องการเป็นสองฉบับ และยื่นบัญชีนั้นต่อ
พนักงานด่านพรมแดนและด่านศุลกากร และ เมื่อพนักงานด่านพรมแดนได้ลงลายมือชื่อในบัญชีสินค้าฉบับหนึ่งแล้ว ให้ถือว่า
บัญชี ฉบับนั้นเป็นใบอนุญาตให้นำของผ่านด่านพรมแดนมายังด่านศุลกากรได้
         (๒) เมื่อได้รับใบอนุญาตผ่านด่านจากพนักงานด่านพรมแดนแล้ว ให้ขน ของมายังด่านศุลกากรโดยพลันตามทางอนุมัติ
ของนั้นต้องขนด้วยยวดยานเดียวกันกับที่ ใช้นำเข้ามา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานศุลกากรให้ขนด้วยวิธีอื่นได้ และมิให้
แก้ไขเปลี่ยนแปลงของหรือหีบห่อ ซึ่งบรรจุของนั้นด้วยประการใดๆ

          มาตรา ๘ ผู้ขนส่งของอันมิใช่เป็นหีบห่อของส่วนตัวผู้ที่โดยสารในยวดยาน ที่บรรทุกนั้น เมื่อจะผ่านเขตแดนทางบก
ออกนอกราชอาณาจักร ให้ปฏิบัติดั่งต่อไปนี้
          (๑) ให้นำของให้พนักงานศุลกากรตรวจที่ด่านศุลกากร ณ ทางอนุมัติ ซึ่งใช้ ขนส่งของนั้น
          (๒) เมื่อพนักงานศุลกากรได้สั่งปล่อยของและได้ออกใบอนุญาตหรือรับรอง ใบขนสินค้าฉบับใดเท่าที่จำเป็นแก่การย้าย
ถอนของนั้นไปแล้ว ก็ให้ขนของไปจากด่าน ศุลกากรผ่านด่านพรมแดนและข้ามเขตแดนไปโดยพลัน แต่ต้องยื่นใบอนุญาตหรือ
ใบขน สินค้าที่เกี่ยวแก่ของนั้นต่อพนักงานประจำด่านพรมแดน
          (๓) อธิบดีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา สั่งให้ผู้ขนส่งทำบัญชีสิน ค้าแสดงรายการของทั้งปวงที่ขนส่ง
และเมื่ออธิบดีได้ประกาศสั่งแล้ว ก็ให้ผู้ขนส่งทำ บัญชีเช่นว่านั้นตามแบบที่อธิบดีต้องการเป็นสองฉบับ และยื่นบัญชีนั้นต่อ
พนักงาน ณ ด่านศุลกากรและด่านพรมแดน

          มาตรา ๙ ผู้ควบคุมยวดยาน หรือเรือใดๆ ทั้งที่บรรทุก หรือมิได้บรรทุกของ หรือผู้ควบคุมสัตว์พาหนะที่บรรทุก
ของ และบุคคลใดๆ ที่ขนส่งของโดยวิธีใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อเข้าในหรือจะออกนอกราชอาณาจักรตามทางอนุมัติ ให้หยุดที่ด่าน
พรมแดนอันตั้งอยู่ ที่ทางนั้น และต้องยอมให้พนักงานตรวจยวดยานหรือเรือและของที่ขนส่ง กับทั้งยอมให้ พนักงานทำบัญชี
ของนั้นๆ ด้วย ตามแต่พนักงานจะเห็นสมควร
             บุคคลที่กล่าวมาแล้วนั้น เมื่อพนักงานเรียกร้องในเวลาหรือที่ใด ๆ ภายใน ระยะ ๕๐ กิโลเมตรจากเขตแดนทางบก
ต้องหยุดและยอมให้พนักงานนั้นตรวจยวดยาน หรือเรือและของที่ขนส่งทำบัญชีของนั้นๆ และตรวจเอกสารใดๆ ซึ่งต้องมี
กำกับของ นั้นๆ ตามความในพระราชบัญญัตินี้ หรือพระราชบัญญัติอื่น
             บุคคลที่กล่าวมาแล้วนั้น ต้องตอบคำถามซึ่งพนักงานถามว่าด้วยการเดินทาง หรือของที่ขนส่ง และต้องตอบตาม
ความสัตย์จริงทุกประการ

             มาตรา ๑๐ ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๕ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษ ดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗ แห่ง
พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ และของทั้ง ปวงอันเนื่องด้วยการกระทำผิดนั้นให้ริบเสียสิ้น โดยมิพักต้อง
คำนึงว่าบุคคลผู้ใดจะต้อง รับโทษหรือหาไม่

          มาตรา ๑๑ ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๗ หรือ ๘ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวาง โทษปรับครั้งหนึ่งๆ ไม่เกิน
หนึ่งพันบาท และของทั้งปวงอันเนื่องด้วยการกระทำผิดนั้น ให้ยึดไว้จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทบัญญัติที่กล่าวนั้น
หรือจนกว่าจะได้อธิบาย เหตุให้เป็นที่พอใจของอธิบดีหรือผู้แทน

          มาตรา ๑๒ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามประกาศของอธิบดีที่ออกตามมาตรา ๖ หรือ ฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๙ หรือไม่
ปฏิบัติตามเงื่อนไขซึ่งกำหนดในกฎกระทรวงที่ออก ตามมาตรา ๑๓ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

          มาตรา ๑๓ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวง ให้บุคคลจำพวกใด หรือ ของ หรือยวดยาน หรือเรือประเภทใด
ได้รับยกเว้นจากบทบังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้ ตลอดทั้งบทกฎหมายว่าด้วยการศุลกากรที่เกี่ยวข้องทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
ก็ได้ และจะ กำหนดเงื่อนไขไว้ในกฎกระทรวงนั้นด้วยก็ได้

          มาตรา ๑๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีหน้าที่รักษาการให้เป็น ไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจ
ออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตาม บทแห่งพระราชบัญญัตินี้
              กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้