พระราชบัญญัติศุลกากรแก้ไขเพิ่มเติม
(ฉบับที่ ๓)
พุทธศักราช ๒๔๗๔

              มีพระบรมราชโองการ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสเหนือเกล้าฯ
ให้ประกาศจงทราบทั่วกันว่า
              โดยที่ทรงพระราชดำริเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙
              จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยบทมาตราดั่ง ต่อไปนี้

           มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า พระราชบัญญัติศุลกากรแก้ไขเพิ่ม เติม (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๗๔

           มาตรา ๒ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

           มาตรา ๓ ให้เติมมาตราใหม่ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ ขึ้นอีก มาตราหนึ่ง ดั่งต่อไปนี้

           มาตรา ๗ (ก) เจ้าของหรือผู้ปกครองโรงพักสินค้า จะต้องเสียค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตสำหรับโรงพักสินค้า
ประจำปีทุกโรงพักสินค้า ซึ่งได้รับอนุมัติตามมาตรา ๖ หรือมาตรา ๗ ดั่งแจ้งไว้ในใบแนบ ๔ (ฉ)

           มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธ ศักราช ๒๔๖๙ และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน

           มาตรา ๘ อธิบดีจะให้อนุมัติและกำหนดคลังสินค้า หรือที่มั่นคงอันมิใช่เป็น คลังสินค้า หรือที่มั่นคงชนิดที่อยู่ใน
ความหมายแห่งมาตรา ๖ และ ๗ นั้นก็ได้ และอาจสั่ง ว่าส่วนใดหรือภาคใดแห่งคลังสินค้าหรือที่เช่นนั้น จะพึงใช้เป็นที่เก็บ
ของได้ และโดยวิธี ใด อธิบดีอาจดำริสั่งว่าของอย่างใดหรือมีปริมาณเท่าใดที่จะพึงเก็บในที่นั้นๆ ได้ และอาจ ออกข้อบังคับ
เพื่อดำเนินการและกำกับตรวจตราที่นั้นๆ ให้เป็นไปโดยชอบ อธิบดีอาจ เรียกประกันจากเจ้าของหรือผู้ปกครองคลังสินค้าหรือ
ที่มั่นคงโดยให้ทำทัณฑ์บน หรือทำ ประการอื่นจนเป็นที่พอใจเพื่อจัดการคลังสินค้า หรือที่มั่นคงเช่นนั้นให้เป็นไปโดยชอบ
และเพื่อเป็นประกันให้ใช้ค่าภาษีจนเต็มจำนวนอันจะพึงเรียกเก็บในเวลาใดๆ สำหรับของ ที่เก็บไว้นั้น อนึ่ง คลังสินค้าหรือ
ที่มั่นคงซึ่งได้อนุมัติตามมาตรานี้ต้องบังคับตามบท บัญญัติที่กล่าวไว้โดยพิสดารในมาตรา ๘๗ ถึงมาตรา ๙๗
               เจ้าของหรือผู้ปกครองคลังสินค้า จะต้องเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาตสำหรับ คลังสินค้าประจำปีทุกคลังสินค้าซึ่ง
ได้รับอนุมัติตามมาตรานี้ ดั่งแจ้งไว้ในใบแนบ ๔ (ฉ)

           มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธ ศักราช ๒๔๖๙ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
               มาตรา ๔๙ ก่อนจะปล่อยเรือลำใดที่บรรทุกสินค้า หรือมีแต่อับเฉาออกไป นอกพระราชอาณาจักร ให้นายเรือหรือ
ถ้านายเรือไม่อยู่ โดยเหตุจำเป็นอันจะหลีกเลี่ยงมิ ได้ ก็ให้บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งได้รับอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรจากนายเรือ ไป
รายงานต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ศุลกสถาน และต้องตอบคำถามใดๆ ของพนักงานเจ้าหน้าที่อันเกี่ยว แก่เรือ สินค้า และการ
เดินทาง และต้องยื่นหนังสือรายการสินค้าในเรือต่อพนักงานนั้นๆ ตามแบบที่กำหนดไว้ในใบแนบ ๖ หรือแบบอย่างอื่น แล้ว
แต่อธิบดีจะได้กำหนด ให้นาย เรือแสดงใบทะเบียนเรือ ใบปล่อยเรือขาเข้าต่อพนักงานเพื่อตรวจสอบ กับทั้งหลักฐานอื่น
ตามแต่จะต้องการ เพื่อแสดงว่าได้ใช้ค่าภาระติดพันสำหรับเรือ หรือสินค้านั้นเสร็จแล้ว
               เมื่อเป็นที่พอใจว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้ออก ใบปล่อยเรือตามแบบที่กำหนดไว้ในใบ
แนบ ๗ ให้ไป ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมปล่อยเรือ ตามอัตราที่แจ้งไว้ในใบแนบ ๔ (ช)
               ถ้าเรือลำใดออกจากท่าในพระราชอาณาจักรไปภาคต่างประเทศโดยมิได้มีใบ ปล่อยเรือ หรือมิได้ปฏิบัติตามบท
มาตราต่อไปนี้ ท่านว่านายเรือหรือตัวแทนในเมื่อนาย เรือไม่อยู่ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินพันบาทแต่ส่วนตัวแทน
นั้นต่อพิสูจน์ได้ ว่าได้ทำการสมคบกันกับนายเรือด้วย จึ่งมีความผิด

          มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธ ศักราช ๒๔๖๙ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
              มาตรา ๕๐ ถ้าเรือลำใดได้รับใบปล่อยเรือแล้วออกจากท่าหนึ่งไปยังท่าอื่นใด ในพระราชอาณาจักรเพื่อรับของส่งออก
ไป เมื่อได้ขนของลงบรรทุกเรือ ณ ท่าอื่นนั้นแล้ว ให้นายเรือส่งมอบหนังสือรายการสินค้าที่ได้บรรทุกเพิ่มลงแก่พนักงาน
เจ้าหน้าที่ ณ ที่นั้น กับทั้งให้แสดงใบปล่อยเรือที่เจ้าพนักงานได้ออกให้ ณ ท่าแรกที่ออกเรือมานั้นด้วย และ จะต้องทำเช่นนี้ต่อไป
ทุกๆ ท่า จนกว่าจะได้รับใบปล่อยเรือชั้นที่สุดออกนอกพระราช อาณาจักร และทุกคราวๆ ที่ทำเช่นนี้ ให้เอาใบปล่อยเรือเพิ่มเติม
ติดแนบเข้ากับใบปล่อย เรือที่ได้ออกให้ ณ ท่าแรกที่ออกเรือนั้นด้วย ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับใบปล่อย เรือเพิ่มเติมทุกฉบับ
ตามอัตราที่แจ้งไว้ในใบแนบ ๔ (ช)

           มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๘ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธ ศักราช ๒๔๖๙ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
               มาตรา ๖๘ ก่อนเรือค้าชายฝั่งลำใดจะออกจากท่า หรือที่ขนสินค้าลง หรือ ถ่ายสินค้าออก ให้ทำบัญชีเป็นสองฉบับ
มีข้อความต้องกันตามแบบที่กำหนดไว้ในใบ แนบ ๑๑ ลงชื่อนายเรือแสดงรายละเอียดของเรือ และสินค้าในเรือตามที่กำหนดไว้
และส่งมอบแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งจะได้ยึดใบคู่ฉบับไว้และลงวันเดือนปี และลงชื่อในต้น ฉบับคืนให้ไป บัญชีนี้ให้ถือว่า
เป็นใบอนุญาตปล่อยสินค้า และปล่อยเรือให้เดินทางได้ ด้วย ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมปล่อยเรือตามอัตราที่แจ้งไว้ในใบแนบ
๔ (ช) ทุกๆ ท่าที่ ระบุชื่อไว้ในใบแนบนั้น ถ้าเรือค้าชายฝั่งลำใดออกจากที่แห่งใดโดยมิได้มีใบอนุญาตเช่น นี้ก็ดีหรือถ้าไม่แสดง
ใบอนุญาตนี้ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เมื่อเรือถึงท่า และก่อนเริ่ม ขนสินค้าขึ้นก็ดี ท่านว่านายเรือมีความผิดต้องระวางโทษ
ปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

           มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๙ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธ ศักราช ๒๔๖๙ และให้ใช้ความ
ต่อไปนี้แทน
               มาตรา ๖๙ เมื่ออธิบดีเห็นสมควรจะออกใบอนุญาตปล่อยสินค้าอย่างคุ้มได้ ทั่วไปให้แก่เรือลำใดๆ ที่ไปมาค้าอยู่เสมอ
เป็นปกติระวางท่าต่างๆ ในพระราชอาณาเขตก็ ได้ โดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องยื่นบัญชีอันถูกต้องแห่งสินค้าที่บรรทุกไปนั้นต่อ
พนักงานเจ้า หน้าที่ให้ตรงต่อระเบียบการทุก ๆ เที่ยว และต้องส่งใบแจ้งความตามแบบที่กำหนดไว้ใน ใบแนบ ๑๒ ต่อพนักงาน
เจ้าหน้าที่ ณ ท่าที่เรือออก ก่อนเวลาที่จะออกเรือ และให้ยื่นคำ แจ้งความตามที่กำหนดไว้ในใบแนบอันเดียวกันนั้นต่อพนักงาน
เจ้าหน้าที่ ณ ท่าที่เรือไป ถึงภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เมื่อเรือไปถึงและก่อนเริ่มขนสินค้าขึ้น ใบอนุญาตปล่อยสินค้าอันคุ้มได้ทั่วไป
นี้อาจถอนเสียในเวลาใดๆ ก็ได้ โดยแจ้งความให้ทราบเป็นลายลักษณ์ อักษร ถ้าผู้ทรงใบอนุญาตปล่อยสินค้าอันคุ้มได้ทั่วไป
ละเลยไม่ยื่นบัญชีสินค้าและคำแจ้ง ความดั่งกล่าวไว้ในมาตรานี้ ท่านว่านายเรือมีความผิด ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้
ใน มาตรา ๖๘
              ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมปล่อยเรือตามอัตราที่แจ้งไว้ในใบแนบ ๔ (ช) สำหรับเรือที่เดินไปมาโดยมีใบอนุญาตอย่าง
คุ้มได้ทั่วไปกำกับทุกๆ ท่าที่ระบุชื่อไว้ในใบ แนบนั้น และซึ่งจะต้องยื่นรายการแจ้งกำหนดวันเรือมาถึงและออกไปตามความ
ในมาตรา นี้ และในอัตราเดียวกับที่จะได้เรียกเก็บจากเรือที่ไม่ได้ออกใบอนุญาตอย่างคุ้มได้ทั่วไป แต่อธิบดีจะยอมรับเงินฝาก
ประจำซึ่งจะได้หักออกเป็นค่าธรรมเนียมอันต้องเสียเป็นยอด รวมทุกระยะกึ่งปี
              ประกาศมา ณ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๗๔ เป็นปีที่ ๗ ใน รัชกาลปัจจุบัน