หมวด ๑๕
บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

           มาตรา ๑๑๐ ถ้าเรือลำใดบรรทุกลงหรือถ่ายออกซึ่งของหรือสินค้าอย่างใดๆ ก็ดี หรือกระทำการงานอย่างหนึ่ง
อย่างใดก็ดี ในวันอาทิตย์ หรือวันหยุด หรือก่อน หรือ ภายหลังเวลาราชการดังกล่าวไว้ตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง
นอกจากจะได้รับ อนุญาตจากอธิบดี หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน และได้เสียค่าธรรมเนียมตามอัตราตามที่ รัฐมนตรีกำหนด
ในกฎกระทรวง ท่านว่านายเรือหรือตัวแทนหรือทั้งสองคนร่วมกัน มี ความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
แต่การที่ต้องรับผิดตามมาตรานี้ไม่กระทำ ให้ผู้นั้นหลุดพ้นจากโทษที่จะพึงต้องรับตามมาตราอื่นแห่งพระราชบัญญัตินี้

         ความในมาตรา ๑๑๐ นี้ ได้ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๐)
พ.ศ. ๒๔๘๓ และมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗)

            มาตรา ๑๑๑ เมื่อมีความจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์รายได้ของแผ่นดิน จะ ต้องวางพนักงานประจำเรือ ณะ ที่ใด
และจะไปยังที่นั้นจากด่านศุลกากรอันใกล้ที่สุดไม่ได้ โดยง่ายก็ดี หรือเมื่อนายเรือหรือบุคคลอื่นซึ่งมีประโยชน์ได้เสีย
ประสงค์จะให้มีพนักงาน ไปทำการ ณ ที่เช่นว่านั้นก็ดี ท่านว่าบันดาค่าเดินทางและค่าธรรมเนียมประจำวันอัตราตามที่
รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวงให้คิดเอาแก่เรือหรือบุคคลที่ร้องขอ

         (ความในมาตรา ๑๑๑ นี้ ได้ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๐)
พ.ศ. ๒๔๘๓)

             มาตรา ๑๑๒ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่า มีปัญหาเกี่ยวกับจำนวนค่า อากรสำหรับของที่กำลังผ่าน
ศุลกากร ให้นำของนั้นไปยังศุลกสถาน หรือนำไปเก็บไว้ใน ที่มั่นคงแห่งใดแห่งหนึ่ง เว้นแต่พนักงานเจ้าหน้าที่ และเจ้าของ
หรือตัวแทนจะตกลงกัน ยอมให้เอาแต่ตัวอย่างของไว้วินิจฉัยปัญหา และเพื่อรักษาประโยชน์รายได้ของแผ่นดิน ให้ชำระ
อากรตามจำนวนที่ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออก แล้วแต่กรณีสำแดงไว้ในใบขน สินค้าและให้วางเงินเพิ่มเติมเป็น ประกัน
จนครบจำนวนเงินอากรสูงสุดที่อาจจะพึงต้อง เสียสำหรับของนั้น แต่อธิบดีจะประกาศกำหนดให้รับการค้ำประกันของ
กระทรวงการคลัง หรือธนาคารแทนการวางเงินเพิ่มเติมเป็นประกันดังกล่าว โดยอาจกำหนดให้ปฏิบัติ ตามเงื่อนไขที่เห็น
สมควรก็ได้

          (ความในมาตรา ๑๑๒ นี้ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๙)
พ.ศ. ๒๔๘๒ ถูกยกเลิกและใช้ความใหม่แทนโดยข้อ ๑๔ แห่งประกาศของ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๒๙)

              มาตรา ๑๑๒ ทวิ ในกรณีที่มีการวางประกันค่าอากรตามมาตรา ๑๑๒ เมื่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประเมิน
เงินอากรอันพึงต้องเสียและแจ้งให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่ง ของออกแล้วแต่กรณีทราบแล้ว ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออก
ต้องชำระเงินอากรตาม จำนวนที่ได้รับแจ้งให้ครบถ้วนภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
              ในกรณีที่มีการวางเงินประกันและเงินประกันที่วางไว้คุ้มค่าอากรที่พนักงาน เจ้าหน้าที่ประเมินแล้ว ให้เก็บเงิน
ประกันดังกล่าวเป็นค่าอากรตามจำนวนที่ประเมินได้ ทันที และให้ถือเสมือนว่าผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกได้ชำระเงิน

อากรที่ได้รับแจ้งภาย ในเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งแล้ว

          (มาตรา ๑๑๒ ทวิ เพิ่มขึ้นโดยข้อ ๑๕ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๒๙
และความในวรรค ๓ ถูกยกเลิกโดยมาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ.๒๕๔๓)

              มาตรา ๑๑๒ ตรี ในกรณีที่ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมิได้ชำระเงินอากร ให้ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนดใน
วรรคหนึ่งแห่งมาตรา ๑๑๒ ทวิ หรือมิได้ปฏิบัติตาม ระเบียบหรือเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา ๔๐ หรือมาตรา ๔๕
อธิบดีหรือผู้ที่อธิบดี มอบหมายจะเรียกเงินเพิ่มอีกไม่เกินร้อยละยี่สิบของจำนวนค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ก็ได้เงินเพิ่ม
นี้ให้ถือเป็นเงินอากร

          (มาตรา ๑๑๒ ตรี เพิ่มขึ้นโดยข้อ ๑๕ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๒๙)

              มาตรา ๑๑๒ จัตวา เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากร ที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มให้เรียกเก็บ
เงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำ มาชำระโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออกจนถึง
วันที่นำเงินมาชำระ แต่มิให้เรียกเก็บเงินเพิ่มดังกล่าวในกรณีที่มีการชำระอากรเพิ่มตามมาตรา ๑๐๒ ตรี อนุมาตรา ๓
              ในกรณีที่มีการเปลี่ยนการค้ำประกันเป็นการวางเงินประกันหลังการส่งมอบ หรือส่งของออก ให้เรียกเก็บและคำนวณ
เงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่า อากรโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออกจนถึงวันที่นำเงินมา
วางแทนการค้ำประกัน แต่ในกรณีที่เงินประกันที่นำมาวางแทนนั้นไม่คุ้มค่าอากร ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มสำหรับจำนวนค่าอากรที่
ต้องเสียเพิ่มตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่งอีกด้วย
              ในการคำนวณเงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน และเงินเพิ่มนั้นให้ถือ
เป็นเงินอากร
              ในกรณีที่ต้องคืนเงินอากรหรือเงินประกันค่าอากรเพราะเหตุที่ได้เรียกไว้เกิน จำนวนอันพึงต้องเสียหรือเสียเพิ่ม
ให้คืนพร้อมด้วยดอกเบี้ยอีกร้อยละ ๐.๖๒๕ ต่อเดือน ของจำนวนที่ต้องคืนโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ได้ชำระค่าอากร
หรือวางเงินประกันค่า อากรครั้งสุดท้ายจนถึงวันที่มีการอนุมัติให้จ่ายคืน ในกรณีที่มีเปลี่ยนการค้ำประกันเป็น การวาง
เงินประกันหลังการส่งมอบหรือส่งของออก การคำนวณดอกเบี้ยสำหรับจำนวน เงินประกันที่ต้องคืน ให้นับตั้งแต่วันวาง
เงินประกันครั้งสุดท้ายแทนการค้ำประกันจนถึง วันที่อนุมัติให้จ่ายคืน การคำนวณดอกเบี้ยตามวรรคนี้ เศษของเดือนให้นับ
เป็นหนึ่งเดือน ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนี้ให้ถือเป็นเงินอากรที่ต้องจ่ายคืน

           (มาตรา ๑๑๒ จัตวา เพิ่มขึ้นโดยข้อ ๑๕ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๒๙)

               มาตรา ๑๑๒ เบญจ ในกรณีที่ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกค้างชำระค่าอากร อธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย
มีอำนาจกักของใดๆ ของผู้นั้น ที่กำลังผ่านศุลกากร หรืออยู่ในความกำกับตรวจตราของศุลกากรด้วยประการใดๆ จนกว่า
จะได้ชำระเงินอากร ที่ค้างให้ครบถ้วน และถ้ามิได้ชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันที่กักของเช่นว่านั้น ให้ อธิบดีมีอำนาจ
สั่งให้นำของนั้นออกขายทอดตลาด และเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดนี้ ให้หักค่าอากรค้างชำระ ค่าอากรสำหรับของที่
ขายทอดตลาด ค่าเก็บรักษา ค่าย้ายขน และ ค่าภาระติดพันอย่างอื่นอันค้างชำระแก่ศุลกากรเสียก่อน เหลือเท่าใดให้ใช้ค่า
ภาระติดพัน ต่างๆ อันสมควรจะได้แก่ผู้เก็บรักษา ถ้ายังมีเหลืออยู่อีกก็ให้จ่ายแก่ตัวแทนของเรือที่นำ ของที่ขายทอดตลาด
เข้ามา เมื่อได้หักใช้เช่นนี้แล้วยังมีเงินเหลืออยู่อีกเท่าใดให้ตกเป็นของ แผ่นดินเว้นแต่เจ้าของจะได้เรียกร้องเอาภายในหกเดือน
นับแต่วันขายทอดตลาด

           (มาตรา ๑๑๒ เบญจ เพิ่มขึ้นโดยข้อ ๑๕ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๒๙)

               มาตรา ๑๑๒ ฉ ผู้นำของเข้าเรือผู้ส่งของออกมีสิทธิ์อุทธรณ์การประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะ
กรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกำนดได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน โดยในกรณีที่ เป็น
การนำของเข้า หรือส่งของออกในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครอาจอุทธรณ์โดยยื่นผ่านด่านศุลกากรหรือสำนักงาน
ศุลกากรภาคก็ได้โดยต้องปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด

               มาตรา ๑๑๒ สัตต ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ประกอบด้วยอธิบดีเป็นประธานกรรมการ ผู้แทน
กระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งอธิบดีแต่งตั้งอีกจำนวนไม่น้อยกว่าห้าคน
แต่ไม่เกินเจ็ดคน เป็นกรรมการ
              ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่งตั้งข้าราชการสังกัดกรมศุลกากรเป็นเลขานุการและเป็น
ผู้ช่วยเลขานุการ โดยให้เลขานุการเป็นกรรมการด้วย
              เพิ่มเติมโดยมาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ.๒๕๔๓)

           มาตรา ๑๑๒ อัฏฐ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งอธิบดีแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี
               เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ ให้กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินการต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่รับหน้าที่
               การแต่งตั้งกรรมการใหม่ ให้แต่งตั้งภายในสามสิบวันนับจากวันที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระกรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน

           มาตรา ๑๑๒ นว  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งอธิบดีแต่งตั้งพ้นจาก
ตำแหน่งเมื่อ
              (๑) ตาย
              (๒) ลาออก
              (๓) เป็นบุคคลล้มละลาย
              (๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
              (๕) อธิบดีมีคำสั่งให้ออก เนื่องจากมีเหตุบกพร่องอย่างยิ่งต่อหน้าที่หรือมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง
              (๖) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
                    ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้อธิบดีแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการแทน และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้ง
                    ให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน

          มาตรา ๑๑๒ ทศ การประชุมคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต้องมีกรรมการมาประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของ
จำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
             ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
             การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีหนึ่งเสียงในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นสียงชี้ขาด

          มาตรา ๑๑๒ เอกาทศ ถ้ากรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียในเรื่องที่วินิจฉัย จะเข้าร่วมประชุมหรือลงมติในเรื่องนั้นมิได้

          มาตรา ๑๑๒ ทวาทศ เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือพนักงาน
เจ้าหน้าที่มีอำนาจออกหนังสือเรียกผู้อุทธรณ์หรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งบัญชี เอกสาร หลักฐาน หรือข้อมูล
ไม่ว่าในสื่อรูปแบบใด ๆ หรือสิ่งของอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่อุทธรณ์มาแสดงได้ โดยให้เวลาบุคคลดังกล่าวไม่น้อยกว่า
สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ส่งหนังสือเรียก
             ผู้อุทธรณ์ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกตามวรรคหนึ่ง หรือไม่ยอมให้ถ้อยคำโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกอุทธรณ์นั้นเสีย

             มาตรา ๑๑๒ เตรส ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการอย่างหนึ่ง
อย่างใดตามที่จะมอบหมายและรายงานต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
             ให้นำความในมาตรา ๑๑๒ ทศ และมาตรา ๑๑๒ เอกาทศมาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แต่งตั้งโดยอนุโลม

         มาตรา ๑๑๒ จตุทศ ให้กรรมการในคณะกรรมการพิจรณาอุทธรณ์และอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการที่คณะ
กรรมการพิจรณาอุทธรณ์แต่งตั้ง เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

         มาตรา ๑๑๒ ปัณรส คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจรณาอุทธรณ์ให้เป็นที่สุดและในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลง
คำวินิจฉัยในภายหลัง คำวินิจฉัยที่เปลี่ยนแปลงนั้นมิให้มีผลใช้บังคับย้อนหลัง เว้นแต่ในกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดมีผล
เป็นการเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการตามคำพิพากษาในส่วนที่เป็นโทษย้อนหลังได้
เฉพาะบุคคลซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น

            มาตรา ๑๑๒ โสฬส ในกรณีที่จะต้องชำระอากรเพิ่มหรือเงินประกันไม่คุ้มค่าอากร การอุทธรณ์ตามมาตรา
๑๑๒ ฉ ไม่เป็นเหตุทุเลาการชำระเงินอากรตามจำนวนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินไว้ เว้นแต่กรณีที่ผู้อุทธรณ์ ได้รับอนุมัติ
จากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาได้ ก็ให้มีหน้าที่ชำระภายในสามสิบวันนับแต่วัน
ที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือได้รับทราบคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี
             ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสียอากรเพิ่มขึ้นผู้อุทธรณ์จะต้องชำระภายในกำหนดเวลาเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง

         มาตรา ๑๑๒ สัตตรส คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจรณาอุทธรณ์ ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยัง
ผู้อุทธรณ์

         มาตรา ๑๑๒ อัฏฐารส ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจรณาอุทธรณ์โดยฟ้องเป็นคดีต่อ
ศาลภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เว้นแต่ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกอุทธรณ์
ตามมาตรา ๑๑๒ ทวาทศ

            มาตรา ๑๑๒ เอกูนวีสติ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกของคณะกรรมการพิจรณาอุทธรณ์หรือ
พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๑๒ ทวาทศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
              (ความในมาตรา ๑๑๒ ฉ - มาตรา ๑๑๒ เอกูนวีสติ เพิ่มเติมขึ้นโดยมาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ.๒๕๔๓)

             มาตรา ๑๑๓ บันดาใบขนสินค้า บาญชี สมุดบัญชี บันทึกเรื่องราวฤๅ เอกสาร ไม่ว่าประเภทใดๆ ให้ทำและ
ถือไว้เป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ใบขนสินค้า บัญชี หรือบันทึกเรื่องราวอย่างอื่นที่ต้องทำขึ้นตามบังคับแห่งพระราช
บัญญัตินี้ ท่านมิให้ ถือว่าสมบูรณ์ นอกจากจะได้ทำให้ถูกต้องเคร่งครัดตรงตามที่บัญญัติไว้ เมื่อจะต้องจัด และแยกประเภท
ปริมาณสินค้า ก็ต้องกระทำการนั้นให้ถูกต้องเคร่งครัดตรงตามบัญชีราย ชื่อสินค้าขาเข้าและขาออกแบบราชการ ราคาแยก
ประเภทหนึ่งๆ และราคารวมยอดในใบ ขนสินค้านั้นให้ลงไว้เป็นเงินไทย จำนวนหีบห่อในต้นใบขนสินค้าทุกฉบับให้ลงเป็น
ตัว อักษรส่วนสำเนาจะลงเป็นตัวเลขก็ได้ ห้ามมิให้รับใบขนสินค้าฉบับใดนอกจากจะมีราย การละเอียดบริบูรณ์ ดังที่กำหนด
ไว้ในแบบตามที่กฎหมายบัญญัติพร้อมทั้งคำแสดงของผู้ นำของเข้า ฤๅตัวแทนดังที่กำหนดไว้ด้วย
              (คำว่า "ไทย" เดิมเป็น "สยาม" ดูหมายเหตุท้ายบทวิเคราห์คำว่า "ท่าต่างประเทศ" ในมาตรา ๒)

         มาตรา ๑๑๓ ทวิ ให้ผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออก ตัวแทนของเรือ ตัวแทนของบุคคลดังกล่าวหรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง
ตามที่อธิบดีกำหนด มีหน้าที่เก็บและรักษาบัญชี เอกสาร หลักฐาน และข้อมูลไม่ว่าในสื่อรูปแบบใด ๆ ที่บุคคลดังกล่าวใช้อยู่ซึ่ง
เกี่ยวข้องกับของใด ๆ ที่กำลังผ่านหรือได้ผ่านศุลกากรไว้ ณ สถานที่ประกอบการหรือสถานที่อื่นที่อธิบดีกำหนด เป็นเวลาไม่น้อย
กว่าห้าปีนับแต่วันที่นำของเข้าหรือส่งของออก
             ในกรณีที่บุคคลหรือนิติบุคคลตามวรรคหนึ่งเลิกประกอบกิจการ ให้บุคคลหรือนิติบุคคลหรือผู้ชำระบัญชีของนิติบุคคลนั้น เก็บและรักษาบัญชี เอกสาร หลักฐานและข้อมูลดังกล่าว ณ สถานที่ที่อธิบดีกำหนดต่อไปอีกสองปีนับแต่วันเลิกประกอบกิจการ
             ให้อธิบดีมีอำนาจประกาศกำหนดชนิดของเอกสารที่บุคคลตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่เก็บและรักษา รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการเก็บและรักษาบัญชี เอกสารหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวได้
             ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามวรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
              (ความในมาตรา ๑๑๓ ทวิ นี้ ได้เพิ่มขึ้นโดยมาตรา ๙ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๗)
พ.ศ. ๒๕๔๓)

             มาตรา ๑๑๔ พนักงานเจ้าน่าที่ใดๆ อาจเรียกให้ยื่นบาญชีราคาสินค้า บัญชี สินค้าสำหรับเรือ ใบตราส่งสินค้า
ใบรับ สมุดบัญชี บันทึกเรื่องราว ฤๅเอกสารอย่างอื่น อันเกี่ยวด้วยของใดๆ ที่กำลังผ่านฤๅได้ผ่านศุลกากรนั้นได้ เพื่อ
ตรวจสอบ ฤๅเทียบดูให้ ถูกต้องกับใบขนสินค้า ใบรับรอง ใบแสดงการ ฤๅรายละเอียดที่ได้ยื่นไว้ต่อกรม ศุลกากรและ
ถ้าไม่ยอมยื่นไซร้ ท่านว่าบุคคลผู้จงใจไม่ยอมปฏิบัติตามคำเรียกของ พนักงานนั้น มีความผิดต้องระวางโทษปรับ ไม่เกิน
หนึ่งหมื่นบาท

          (อัตราโทษในมาตรา ๑๑๔ นี้ ถูกแก้โดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับ ที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗)

          มาตรา ๑๑๕ ถ้าผู้ใดไม่ยอมยื่นแบบใบรับรอง ใบแสดงการ คำสำแดง บันทึกเรื่องราว ฤๅไม่ยอมให้คำแสดง
ข้อความอื่นแก่พนักงานคนใด ซึ่งบังคับให้ยื่น ฤๅแสดง ฤๅที่เรียกให้ยื่นฤๅแสดงโดยชอบตามพระราชบัญญัตินี้
ฤๅบทกฎหมาย อื่นอันเกี่ยวแก่ศุลกากรก็ดี ฤๅละเลยไม่ยื่นแบบใบรับรอง ใบแสดงการ คำสำแดง บันทึก เรื่องราว
ฤๅไม่ให้คำแสดงข้อความอื่นเช่นว่านั้น ภายในเวลาอันควร ฤๅเวลาอันระบุ ไว้ และตามแบบที่กฎหมายบัญญัติไว้ก็ดี
ท่านว่าผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่ เกินหนึ่งหมื่นบาท

          (อัตราโทษในมาตรา ๑๑๕ นี้ ถูกแก้โดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับ ที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗)

          มาตรา ๑๑๕ ทวิ ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าได้มีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้
หรือบทกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งอธิบดี หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายมีคำสั่งเป็นหนังสือให้เป็นผู้มีหน้าที่ตรวจสอบ มีอำนาจดังต่อไปนี้
             (๑) เข้าไปในสถานที่ประกอบการของผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออก ตัวแทนของเรือ ตัวแทนของบุคคลดังกล่าวหรือบุคคล
ซึ่งเกี่ยวข้อง หรือสถานที่อื่นที่เกี่ยวข้องของบุคคลดังกล่าว ในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการ
ในการนี้ ให้มีอำนาจสั่งบุคคลดังกล่าวหรือบุคคลที่อยู่ในสถานที่นั้นให้ปฏิบัติเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ
            (๒) สอบถามข้อเท็จจริงหรือเรียกบัญชี เอกสาร หลักฐาน หรือข้อมูล ไม่ว่าในสื่อแบบใด ๆ หรือสิ่งของอื่นที่เกี่ยวข้อง
กับการกระทำความผิดจากผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ตัวแทนของเรือ ตัวแทนของบุคคลดังกล่าว หรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับการ
นำของเข้าหรือการส่งของออก
            (๓) ยึดหรืออายัดบัญชี เอกสาร หลักฐาน หรือข้อมูล ไม่ว่าในสื่อแบบใด ๆ หรือสิ่งของอื่นที่อาจใช้พิสูจน์ความผิดตาม
พระราชบัญญัตินี้หรือบทกฏหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร
            ผู้ใดขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

         มาตรา ๑๑๕ ตรี ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือตรวจพบว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือ
บทกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร เพื่อประโยชน์ในการไต่สวนเกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่
มีอำนาจสั่งให้ผู้นำของเข้า ผู้ส่งของออก ตัวแทนของเรือ ตัวแทนของบุคคลดังกล่าว หรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำเข้า
หรือการส่งออกให้ถ้อยคำหรือแจ้งข้อเท็จจริงหรือทำคำชี้แจงเป็นหนังสือหรือสั่งให้บุคคลดังกล่าวส่งบัญชี เอกสารหลักฐาน หรือข้อมูล ไม่ว่าในสื่อรูปแบบใด ๆ หรือสิ่งของอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมาตรวจสอบ โดยให้เวลาแก่บุคคลดังกล่าว
ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง
             ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ

         มาตรา ๑๑๕ จัตวา ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคล ให้กรรมการ
ผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิด
นั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการกรทำนั้นตนมิได้รู้เห็นหรือยินยอม หรือตนได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความ
ผิดนั้นแล้ว

         มาตรา ๑๑๕ เบญจ ในการปฏิบัติหน้าที่ของอธิบดี ผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราช
บัญญัตินี้ ให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร
             ผู้ใดไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

         มาตรา ๑๑๕ ฉ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ อธิบดี ผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายหรือพนักงานเจ้าหน้าที่
ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง
             บัตรประจำตัวให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
              (ความในมาตรา ๑๑๕ ทวิ - มาตรา ๑๑๕ ฉ เพิ่มเติมขึ้นโดยมาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ.๒๕๔๓)

          มาตรา ๑๑๖ สำเนาใบรับรอง ใบขนสินค้า ฤๅเอกสารและบาญชี ฤๅข้อความ แถลงสิ่งซึ่งไม่ใช่เป็นความลับนั้น
เมื่ออธิบดีเห็นสมควรก็ออกให้ได้โดยให้เสียค่า ธรรมเนียมตามอัตราตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง

          (ความในมาตรา ๑๑๖ นี้ ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๐)
พ.ศ. ๒๔๘๓)

          มาตรา ๑๑๗ การบรรทุกของลงเรือฤๅขนขึ้นจากเรือ การพาเอาของไป และการขนของขึ้นบกก็ดี การนำของ
ไปยังที่สำหรับตรวจก็ดี การชั่งของ การนำของขึ้น ชั่ง เปิด กลับบรรจุ เอาเข้ารวม คัดเลือก แบ่งแยกกอง ทำเครื่องหมาย
และลงเลขหมาย ซึ่งเปนการจำเปนฤๅอนุญาตให้กระทำนั้นก็ดี การขนย้ายของไปเก็บในที่สำหรับเก็บจน กว่าจะได้รับมอบ
ไปก็ดี ท่านว่าให้เปนน่าที่ของผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกจะพึง กระทำโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง และถ้ามีการเสียหาย
เกิดขึ้นแก่ของในระหว่างที่อยู่ใน ความรักษาฤๅตรวจตราดูแลของกรมศุลกากร อันมิได้เกิดแต่การจงใจกระทำ ฤๅเกิด
แต่ความบกพร่องไม่ปฏิบัติตามน่าที่ไซร้ ท่านว่ากรมศุลกากรหาต้องรับผิดในการเสีย หายนั้นไม่

          มาตรา ๑๑๘ บรรดาหีบห่อซึ่งมีของอยู่ข้างใน ต้องมีเครื่องหมายและเลขหมาย และต้องแสดงเครื่องหมาย
และเลขหมาย เช่นว่านั้นลงไว้ในเอกสารทุกฉบับที่เกี่ยว ด้วยของนั้น

           มาตรา ๑๑๙ ถ้าผู้ใดกระทำผิดพระราชบัญญัตินี้ และความผิดนั้นมิได้มี บัญญัติโทษไว้เปนอย่างอื่นในพระราช
บัญญัตินี้ ฤๅบทกฎหมายอื่นไซร้ ท่านว่าผู้นั้น ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

         (อัตราโทษในมาตรา ๑๑๙ นี้ ถูกแก้โดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับ ที่ ๑๒) (พ.ศ. ๒๔๙๗)

            มาตรา ๑๒๐ เมื่อใดบทพระราชบัญญัตินี้แตกต่างกับบทกฎหมาย พระราชบัญญัติ หรือประกาศอื่นที่ใช้อยู่ ณะ บัดนี้
ท่านว่าในเรื่องอันเกี่ยวแก่ศุลกากรนั้น ให้ยกเอา บทพระราชบัญญัตินี้ขึ้นบังคับ และกฎหมาย พระราชบัญญัติ หรือ ประกาศใด
ซึ่งจะได้ให้ ใช้ในภายน่านั้น มิให้ถือว่าเพิกถอน จำกัด เปลี่ยนแปลง หรือถอนไปเสียซึ่งอำนาจและ บทแห่งพระราชบัญญัตินี้
เว้นไว้แต่ในกฎหมาย พระราชบัญญัติ หรือประกาศใหม่นั้น จะ แสดงไว้โดยชัดแจ้งว่า มีประสงค์จะให้เปนเช่นนั้น

         มาตรา ๑๒๑ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่การนำของเข้าและส่งของออก ฤๅการค้าอย่างใดๆ ข้ามแดนแห่ง
พระราชอาณาจักร์ทางบก เสมอกันกับการค้าทางทะเล และบทบัญญัติ การบังคับ และโทษานุโทษทั้งปวงในพระราชบัญญัตินี้
ให้ใช้บังคับแก่ การค้าข้ามแดนทางบกตามที่จะพึงใช้ได้ โดยมิพักต้องคำนึงถึงถ้อยคำสำนวนซึ่งใช้ตาม ปกติในทางการเรือ
และเมื่อใดมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ถ้อยคำสำนวนที่ ใช้นั้นให้หมายความและกินความรวมไปถึงรถไฟ ล้อเลื่อน
คนหาบหาม สัตว์บรรทุก อากาศยาน ด่านศุลกากรพรมแดน สนามบินที่กำหนดเป็นด่านภาษี การบรรทุกของลง การถ่ายของออก
แล้วแต่กรณี หรือถ้อยคำสำนวนอื่นทำนองนี้อันใช้อยู่ในการค้าทางบก ฤๅทางอากาศนั้น

            มาตรา ๑๒๒ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหน้าที่รักษาการให้เป็น ไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจ
ออกกฎกระทรวงกำหนดวันหยุดและเวลาราช การศุลกากร กำหนดอัตราค่าธรรมเนียม ค่าภาระติดพัน ค่าใบอนุญาต ค่าแบบพิมพ์ ค่าเดินทาง และกิจการอื่นๆ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
            กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

         (ความในมาตรา ๑๒๒ นี้ ถูกยกเลิกและใช้ความใหม่แทนโดยมาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร
(ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๘๓)